updated: 21 ก.ย. 2555 เวลา 09:22:16 น.
มะรุมมะตุ้มกองทุน 3 พันล้าน "USO"
กสทช.เร่งตีกรอบหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนพัฒนาบริการ
"โทรคมนาคม-บรอดแคสต์" "ไอซีที" ทำพิลึก ยื่นขอเงินสนับสนุน 2 โครงการ
1,300 ล้าน ทั้งขยายโครงข่ายไว-ไฟ และเป็นเจ้าภาพจัด "ITU Expo 2013"
หลัง
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พ.ศ. 2553 มีผลบังคับใช้
กำหนดให้สำนักงาน กสทช.จัดตั้งกองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ
โดยโอนจากกองทุนพัฒนาโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO) เดิม
และเงินสมทบประจำปีจากสำนักงาน กสทช.
ซึ่งแต่ละปีผู้ได้รับใบอนุญาตในกิจการโทรคมนาคมต้องนำส่งเงินเข้ากองทุน
3.75% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย และ 2% สำหรับผู้ประกอบการบรอดแคสต์
วัตถุ
ประสงค์ของกองทุนคือสนับสนุนประชาชนทุกกลุ่มให้ได้รับบริการด้านกิจการ
กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง
ส่งเสริมชุมชนและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชน
รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพ คุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้บริการ
และให้ความรู้ประชาชนให้เท่าทันสื่อ โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนประกอบด้วย
พลอากาศเอกธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช., ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี,
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.),
อธิบดีกรมบัญชีกลาง,
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ได้แก่ พลเอกธงชัย เกื้อสกุล, นายพนา
ทองมีอาคม, นายธีรวุฒิ บุญยโสภณ, นายนันทพล กาญจนวัฒน์ และนายต่อพงศ์
เสลานนท์
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวกับ
"ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันเงินกองทุน USO มีอยู่ 3,100 ล้านบาท
แบ่งเป็น 2 บัญชี คือ เงินโอนจากกองทุนเดิมของ กทช.
ซึ่งจะนำไปใช้ได้เฉพาะในกิจการโทรคมนาคม
เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าต้องแยกเงินสมทบของผู้ประกอบการฝั่งโทรคมนาคม
และบรอดแคสต์ให้ชัดเจนไม่ให้ใช้ปะปนกัน
และส่วนที่เป็นเงินสมทบรายปีจากสำนักงาน กสทช. มีอยู่ 400 ล้านบาท
นำไปใช้ได้ทั้งโทรคมนาคมและบรอดแคสต์
นายพนา ทองมีอาคม
กรรมการบริหารกองทุน USO เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า
กำลังจัดระเบียบการรับโอนทรัพย์สิน และยกร่างระเบียบการเก็บรักษาเงิน
การเบิกจ่าย รวมถึงร่างหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินสนับสนุน
คุณสมบัติผู้ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนได้ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 เดือน
จึงเริ่มกระบวนการพิจารณาการขอรับเงินสนับสนุนได้ โดยหลัก ๆ สำนักงาน
กสทช.มีโครงการขออนุมัตินำเงินไปใช้ตามแผนแม่บท USO ระยะ 5 ปี
ที่ประกาศใช้เมื่อกลางปีที่ผ่านมา และให้เงินสนับสนุนองค์กร มูลนิธิ
หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ยื่นโครงการขอทุน
ซึ่งคณะกรรมการกำลังร่างหลักเกณฑ์วิธีการยื่นขอทุน
โดยเห็นว่าควรเปิดให้ยื่นโครงการได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
เพื่อให้การวางแผนใช้เงินกองทุนมีประสิทธิภาพ
ที่ผ่านมายังไม่ได้
อนุมัติเงินสนับสนุนให้หน่วยงานใด
ตั้งแต่โอนย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงาน กสทช.
แต่ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ขอรับการสนับสนุน
โดยยื่นโครงการขยายพื้นที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (Wi-Fi)
มูลค่า 980 ล้านบาท
ซึ่งคณะกรรมการกองทุนได้ส่งเรื่องให้สำนักงานนำไปวิเคราะห์หาตัวเลขการสนับ
สนุนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน เนื่องจาก
กสทช.มีแผนขยายบริการอยู่แล้ว
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงาน
กสทช. เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นอกจากกระทรวงไอซีทีจะเสนอขอเงินจำนวน
980 ล้านบาท เพื่อขยายโครงข่าย Wi-Fi แล้ว ยังขอเงินสนับสนุนอีกจำนวน 340
ล้านบาท เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานประจำปีของสหภาพโทรคมนาคมสากล หรือ ITU Expo
2013 ในเดือน พ.ย. 2556 ด้วย
โดยให้เหตุผลว่าเพื่อกระตุ้นและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ
นอก
จากนี้ยังมีหลายหน่วยงานโดยเฉพาะกรรมาธิการทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรบาง
ชุด เตรียมโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน USO
เพื่อนำไปขยายบริการในพื้นที่ฐานเสียง
"โครงการของ ก.ไอซีที
ส่งต่อให้สำนักงานไปพิจารณาความเหมาะสมแล้ว แต่ในส่วนของ ITU Expo
เพิ่งยื่นขอมา อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ
เพราะน่าจะอยู่ในส่วนของงบฯกิจการพิเศษมากกว่ากองทุน USO"
สำหรับแผน
การใช้เงินกองทุน USO ของสำนักงาน กสทช.
มีการประกาศแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานทั่วไปและบริการเพื่อสังคม
(USO) ปี 2555-2559 แล้ว ตั้งงบฯดำเนินงาน 2 หมื่นล้านบาท
เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขั้นต่ำ 2 Mbps ครอบคลุมประชากร
80% และให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตได้
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการใช้งบประมาณของแผนปฏิบัติการปี
2555-2556 เพื่อเสนอให้บอร์ด กสทช.อนุมัติภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าจะใช้เงิน
5,000 ล้านบาทใน 2 ปีนี้
รูปแบบโครงการ USO ของ กสทช.
เดิมให้ผู้ได้รับอนุญาตเลือกว่าจะส่งเงินเข้าสมทบกองทุนหรือทำโครงการขยาย
บริการไปในพื้นที่ห่างไกล เช่น บริการโทรศัพท์ทางไกลหรืออินเทอร์เน็ตชุมชน
แต่รูปแบบโครงการ USO ต่อไป กสทช.จะเน้นที่การขยายโครงข่ายพื้นฐาน อาทิ
โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ได้
รับ
ใบอนุญาตต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราที่กำหนด หลังจากนั้น
กสทช.จะเป็นผู้กำหนดพื้นที่โครงการแล้วเปิดให้เอกชนที่สนใจจะติดตั้งโครง
ข่ายเข้าร่วม คาดว่าจะใช้เงินจังหวัดละ 250 ล้านบาท
เริ่มประมูลโครงการนำร่องที่พิษณุโลกและหนองคายต้นปีหน้า
"การขอรับ
การสนับสนุนจาก USO แม้เปิดให้หน่วยงานที่สนใจยื่นขอได้
แต่การอนุมัติได้หรือไม่ต้องอยู่ในกรอบแผนแม่บท 5 ปี ในพื้นที่ที่
กสทช.กำหนด
และการคัดเลือกหาผู้ติดตั้งเพื่อใช้เงินกองทุนต้องใช้วิธีการประมูล
เว้นแต่จะเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาที่อาจไม่เหมาะสมที่จะใช้วิธีประมูล"
ที่
ผ่านมาการใช้เงินเพื่อสนับสนุนโครงการ USO
รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของ กทช.เดิม ปี 2552
ใช้งบฯรวม 244,981.480 บาท แบ่งเป็นงานขยายโครงข่ายเพื่อบริการทั่วถึง
51,981,480 บาท งานสนับสนุนสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
(ทริ
ดี้) 193 ล้านบาท ในปี 2553 ใช้เงินรวม 299,976,015 บาท
เป็นงานโครงข่ายเพื่อบริการทั่วถึง 101,976,015 บาท ทริดี้ 198 ล้านบาท
ส่วนปี 2554 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านงานกองทุน และยกร่างแผนแม่บทใหม่
มีการใช้งบฯสนับสนุนการศึกษา วิจัยและพัฒนา
รวมถึงการขยายโครงข่ายเพื่อบริการทั่วถึง 88,171,028 บาท
