ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

เปิดพื้นที่สันติสุขในกองไฟใต้ ยิ่งลักษณ์-ปชป.จุดวาระแห่งชาติ แก้ปมยุทธศาสตร์กำปั้นเหล็ก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 24 ก.ย. 2555 เวลา 12:05:10 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ภาพประวัติศาสตร์ทางการเมือง หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำ 9 ส.ส.โซนสามจังหวัดชายแดนใต้ เข้าหารือร่วมกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อวางแนวนโยบายแก้ปัญหาไฟใต้
ครั้งนี้ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ตัดสินใจประกาศให้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้เป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข

ในฐานะ "เจ้าถิ่น" ปชป.ได้ยื่น 9 ข้อเสนอ สาระสำคัญยังคงเน้นย้ำให้ยึดมั่นในยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลังจากนี้คงต้องรอลุ้นว่า "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปประยุกต์-ปรับใช้ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจังหรือไม่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "ฝ่ายการเมือง" พยายามยึดโยง "ยุทธศาสตร์พระราชทาน" มาปรับประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา เพราะทุกรัฐบาลต่างนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ด้วยกันทั้งสิ้น ตั้งแต่การใส่กำปั้นเหล็กจนถึงการสวมถุงมือกำมะหยี่



ยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ซึ่งเคยเป็นนโยบายในยุคของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ภายใต้คำสั่ง 206/2549 เรื่อง นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่มีแต่ "ฝ่ายการเมือง" เท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาภาคใต้ ยังมี "นักวิชาการ" ลงพื้นที่ไปศึกษาหาทางออกด้วยเช่นกัน

ดังเช่นผลงาน วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ของ ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้ศึกษาเรื่องพื้นที่สันติสุข ในสถานการณ์ความรุนแรง กรณีศึกษา : ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ที่ได้รับการการันตีจากกรรมการที่ปรึกษา "ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์" ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี

โดยผู้วิจัยเลือก "บ้านทรายขาว" เป็นพื้นที่ในการศึกษาเนื่องจากว่าเป็นแห่งแรก ที่รัฐบาลประกาศให้เป็น "พื้นที่สันติสุข" สถานที่ซึ่งปราศจากความรุนแรง

โดยรัฐให้เหตุผลประกอบ 3 ประการ คือ1.เป็นพื้นที่มีสัดส่วนประชากรชาวพุทธ-มุสลิมใกล้เคียงกัน 2.คนมุสลิมที่นี่ไม่พูดภาษามลายู และ 3.ระบบการปกครองท้องถิ่นที่ผิดแผก โดยเฉพาะการเลือกตั้งกำนัน ที่ใช้วิธีผลัดกันดำรงตำแหน่งระหว่างคนพุทธกับมุสลิม

ขณะที่วิทยานิพนธ์เล่มนี้ต้องการหาคำตอบจากนโยบายภาครัฐ 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐมีกระบวนการสร้างเรื่องเล่าในนามสันติสุขอย่างไรต่อพื้นที่ตำบลทรายขาว 2.ชาวบ้านทรายขาวจัดการกับเรื่องเล่าชุดที่รัฐสร้างอย่างไร และ 3.เรื่องเล่าชุดสันติสุข ยังดำรงอยู่อย่างไรในสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ซึ่งบรรทัดสุดท้ายหลังจากการสำรวจพื้นที่กว่า 10 เดือน พบว่า "พื้นที่สันติสุข" เป็นเพียง "มายาคติ" ที่รัฐสร้างขึ้น แต่ไม่เกิดผลลัพธ์ขึ้นจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง  โดย "ผศ.ดร.วิไลวรรณ" เลือกสังเคราะห์ 4 เหตุการณ์สำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในขณะนั้นไว้ดังนี้

"มัสยิดโบราณ 300 ปี" เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ รูปแบบคล้ายโบสถ์ในศาสนาพุทธ ถูกนำเสนอผ่านพื้นที่สื่อสาธารณะในเชิงสัญลักษณ์ถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ระหว่างคนพุทธกับมุสลิมที่ตำบลทรายขาว

ซึ่งประวัติความเป็นมาจะถูกเผยแพร่ออกทางวีดิทัศน์สำหรับนักท่องเที่ยวที่เล่าว่า เป็นมัสยิดแห่งเดียวในประเทศที่ก่อสร้างอย่างผสมผสานระหว่างรูปแบบของศาสนาพุทธ-มุสลิม ซึ่งบอกเล่าต่อกันมาว่า เพราะพระไทยเป็นผู้ออกแบบ มัสยิดแห่งนี้จึงมีรูปลักษณ์เหมือนศาลาการเปรียญ

"นอกจากตำนานมัสยิดโบราณแล้ว ก็จะมีการบอกเล่าถึงการสลับสับเปลี่ยนการดำรงตำแหน่งกำนันระหว่างพุทธกับมุสลิม รวมถึงความภูมิใจของคนในชุมชน ซึ่งทั้งหมดถูกจัดทำโดยองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาวร่วมกับวัฒนธรรมอำเภอโคกโพธิ์"

ขณะที่ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยพบว่ามัสยิดโบราณ 300 ปีดังกล่าว ไม่เคยถูกใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามากว่า 50 ปี ซ้ำร้ายช่วงหนึ่งยังถูกใช้เป็นเพียงแค่ห้องเก็บของเท่านั้น

"ชาวบ้านเล่าว่า หากนับว่าตำบลทรายขาวมีมัสยิดกี่หลัง ก็ไม่เคยที่จะนับรวมมัสยิดโบราณแห่งนี้ เพราะเราใช้เป็นโรงเก็บของมาตั้งแต่ปี 2516 จนกระทั่งปี 2545 ถึงได้มีการพูดคุยกันว่า ถึงเวลาที่จะต้องบูรณะและทำเรื่องขึ้นเป็นโบราณสถานแล้ว"

"ชื่อมัสยิดโบราณ 300 ปี เป็นชื่อที่สร้างขึ้นใหม่หลังปี 2547 หากพิเคราะห์ตามเอกสาร จะพบว่าชื่อเดิมคือ มัสยิดนัจมุดดิน ซึ่งก่อนหน้าปี 2547 ชาวบ้านไม่ได้มองว่าที่แห่งนี้เป็นมัสยิด แต่กลับเห็นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถาน เท่ากับว่านี่คือการทำลายตรรกะชุดที่รัฐสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นการท้ายทายความทรงจำชุดสันติสุขเป็นอย่างมาก"

"อาชูรอสัมพันธ์" กลายเป็นประเพณีที่ต้องจัดขึ้นทุกปี เทศกาลดังกล่าวเป็นประเพณีการกวน "ขนมอาชูรอ" เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม ระลึกถึงความยากลำบากของชาวมุสลิมครั้งที่ประสบมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่

และแม้ว่าจะเป็นกิจกรรมของชาวมุสลิม แต่ที่ "พื้นที่สันติสุข" แห่งนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 ศาสนาอีกด้วย

"รัฐเล่าว่า การกวนขนมอาชูรอของที่นี่ ชาวไทยพุทธจะนิยมเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้เป็นตัวส่งเสริมให้เรามีความรักสามัคคี มีกิจกรรมดี ๆ เกิดขึ้นได้ในตำบลทรายขาว ไม่มีการแบ่งแยกว่าใครอยู่ศาสนาอะไร"

แต่ข้อเท็จจริงพบว่า ชาวพุทธที่มาร่วมงาน ทำได้เพียงการปฏิบัติตามหน้าที่ เพราะต้องให้ความร่วมมือกับส่วนราชการเท่านั้น ดังนั้นในกิจกรรมดังกล่าว จึงพบเห็นผู้ใหญ่บ้าน ครู ทหาร ตำรวจ และชาวบ้าน ต่างมากันอย่างหนาแน่น แต่เบื้องหลังข้อเท็จจริง หลังงานเริ่ม กลับไม่พบชาวไทยพุทธ ดังที่ว่ากันไว้

ซึ่งผู้วิจัยสรุปว่า หากสังเกตจากปฏิกิริยาของคนพุทธต่อประเพณีดังกล่าว จะพบว่าความทรงจำแบบฉบับทรายขาวไม่มีความหมายสำหรับคนพุทธ ด้วยเหตุผล 3 ประการ

1.คนพุทธที่มาร่วมงาน เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น และครู ที่ต่างมาปรากฏตัวในช่วงพิธีการเท่านั้น

2.ไม่พบการปรากฏตัวของชาวพุทธที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องประเพณีดังกล่าว

3.ในพื้นที่คนพุทธได้แสดงอากัปกิริยาปฏิเสธเป็นอย่างมาก อาทิ ไม่รู้จักประเพณี ไม่เคยเห็นขนมอาชูรอ และไม่กล้ากิน เพราะเป็นของแขก และสกปรก

นอกจากนั้น ในเหตุการณ์ "เหยื่อความรุนแรงกับความทรงจำบาดแผล" พบว่าพื้นที่ดังกล่าวแม้จะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 แต่ก็มีเหยื่อของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากภายนอกพื้นที่ทรายขาวหลายเหตุการณ์

"ผู้ศึกษาพบว่า ตั้งแต่ปี 2547 มีชาวบ้านทรายขาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงไปแล้ว 7 ราย แม้ทุกรายจะเกิดเหตุนอกพื้นที่ตำบลทรายขาว แต่ก็มีเหยื่อที่เป็นคนทรายขาวทั้งหมดตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"

ซึ่งจากการสนทนาระหว่างผู้ศึกษากับเหยื่อ พบว่ามีการแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับข้อมูลชุด "สันติสุข" โดยเฉพาะการถูกกำชับจากทางการให้ "เงียบ" ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น การไม่กล้าไปบ้านฝั่งมุสลิม เพราะไม่ไว้วางใจ เป็นต้น

ขณะที่เหตุการณ์การสร้าง "พระยมกปาฏิหาริย์ที่เทือกเขาสันกาลาคีรี" พระพุทธรูปองค์ใหญ่กว่า 30 เมตร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยพุทธในดินแดนมุสลิม ก็ได้สร้างปัญหาไว้ภายหลังเช่นกัน

"พระพุทธรูปมีการก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2551 โดยมีชื่อว่าปางยมกปาฏิหาริย์ มีความหมายถึงการปราบผู้เห็นผิดคิดมิชอบ เป็นปางที่ให้ความร่มเย็น และให้ความมั่นใจแก่ประชาชน"

แม้ทางนัยของผู้สร้างจะต้องการสื่อถึง "ผู้เห็นผิดคิดมิชอบ" คือกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ระบาดหนักในภาคใต้ แต่ชาวบ้านในพื้นที่กลับให้ความหมายที่แตกต่าง เรียกพระพุทธรูปว่า "ปางปราบแขก" หรือมุสลิมผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากการลงพื้นที่เป็นเวลา 10 เดือนของผู้ศึกษา กลับพบว่าวันนี้มุสลิมไม่ได้ไปมาหาสู่คนพุทธเหมือนในอดีต และการเกิดขึ้นของพระพุทธรูป กลายเป็นภาวะกระอักกระอ่วนที่ขัดแย้งทางความรู้สึกของคนมุสลิม ทำให้ระยะห่างของชาวพุทธ-มุสลิมมีมากขึ้น

"นี่คือความจริงเชิงประจักษ์อีกชุด ที่สะท้อนให้เห็นการจัดการของกลไกรัฐต่อปัญหาความขัดแย้งถึงขั้นตายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสับสน ไม่ชัดเจน"

"และสถานการณ์ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2549 นับตั้งแต่วันที่ประกาศคำสั่ง 206/2549 จนถึงวันนี้น่าจะเป็น
คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่รัฐทำประสบความสำเร็จหรือไม่"

ทั้งหมดเป็นผลงานจากภาควิชาการ ที่ฝ่ายการเมืองควรจะต้องหยิบไปศึกษา โดยเฉพาะ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ต้องเริ่มตัดสินใจแล้วว่า จะจัดการปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในยุคของตัวเองอย่างไร