ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สยามโกลบอลเฮาส์

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 01 ต.ค. 2555 เวลา 18:01:16 น.

คอลัมม์ เรื่องราวกับความคิด

โดย วิรัตน์ แสงทองคำ

ผมแทบไม่รู้จักบริษัทนี้มาก่อนโชคดีก่อนหน้าดีลใหญ่จะเกิดขึ้น มีโอกาสสนทนากับผู้ถือหุ้นคนหนึ่งผู้มีชื่ออยู่ในลิสต์ของข้อสนเทศตลาดหลักทรัพย์ฯ เลยพอมองเห็นภาพ และพอจะขยายให้ชัดเจนมากขึ้น

โมเดลธุรกิจของ สยามโกลบอลเฮาส์ แม้ดูเป็นไปอย่างธรรมดาสามัญ แต่มีความสัมพันธ์กับบริบททั้งสังคมและธุรกิจ ไม่ว่าความเป็นไปของการเติบโตอย่างไม่มีใครคาดถึงของภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสาน กับการเรียนรู้ใหม่อีกครั้งของผู้ประกอบการท้องถิ่นประสบการณ์ในฐานะลูกค้า

จุดเริ่มต้นของโกลบอลเฮาส์ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ เอสซีจี แต่มีบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องคล้ายๆกัน โดยเฉพาะกับประวัติศาสตร์ จุดเริ่มต้น การสร้างโรงงานซีเมนต์แห่งแรกของไทยด้วยก็เป็นได้

เมื่อศตวรรษที่แล้ว ราชสำนักไทยต้องการพัฒนาโฉมหน้ากรุงเทพฯ ให้ทันสมัยทัดเทียมกับโลกอาณานิคม ด้วยความพยายามสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ขนาดใหญ่ อย่างขนานใหญ่ ด้วยระบบก่อสร้างแบบ "ก่ออิฐถือปูน" ซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าปูนซีเมนต์จากต่างประเทศจำนวนมาก



ด้วยข้อจำกัดมากมาย จึงมีแรงบันดาลใจในการลงทุนสร้างโรงงานซีเมนต์แห่งแรกของตนเองขึ้นในประเทศสยาม เวลานั้นจุดโฟกัสทางธุรกิจจึงอยู่ที่ความต้องการ ซีเมนต์ที่มีคุณภาพ โดยอ้างอิงกับปูนซีเมนต์นำเข้าจากประเทศอาณานิคม บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจึงได้สืบทอดวัฒนธรรมการผลิตสินค้าคุณภาพในมาตรฐานที่ดีตั้งแต่นั้นมา

กรณี โกลบอลเฮาส์ มีจุดเริ่มต้นในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างในต่างจังหวัด ต้องซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในเมืองหลวง โดยคลุกคลีกับตลาดท้องถิ่น ประสบการณ์การ เรียนรู้และเข้าใจความต้องการสินค้าและบริการที่เหมาะสม ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์จากด้านผู้บริโภคอีกแง่มุมหนึ่งที่มีคุณค่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายช่วงหลายเวลา สินค้าวัสดุก่อสร้างเป็นตลาดที่ถูกกำกับโดยผู้ผลิต

ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ถือว่าอยู่ในตำแหน่ง ในฐานะลูกค้าของผู้ลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ไม่มีกี่รายในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มีประสบการณ์ในธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างรายเล็กในรูปแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะเป็นธุรกิจอยู่นอกระบบตัวแทนอันทรงอิทธิพลและศักดิ์สิทธิ์ของเครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า เป็นธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากกว่าที่ควรจะเป็นการเริ่มต้นกิจการในรูปแบบใหม่ในปี 2540 ถือว่าอยู่ในวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ เชื่อว่า เจ้าของและผู้ก่อตั้งโกลบอลเฮาส์ ย่อมมีความเชื่อมั่นมากพอสมควรกับตลาดที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อตอบสนองธุรกิจในรูปแบบใหม่ หรือว่าตามภาษานักการตลาด มองเห็นและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ในขณะนั้นแม้ว่า Homepro จะเปิดสาขาแรกขึ้นที่รังสิต แต่ก็ให้ภาพไม่ชัดเจนเป็นการทั่วไป

สถานการณ์เวลานั้นมีความหมายอยู่ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะสินค้าวัสดุก่อสร้างได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์อย่างต่อเนื่องและรุนแรงในเขตเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ารายย่อยหรือระดับภูมิภาค ผลกระทบคงไม่มากนัก อีกประเด็นหนึ่ง มีความเป็นไปได้ ว่าการพัฒนาของหัวเมืองที่เติบโตอย่างเงียบๆ จากแรงกระตุ้นโดยตรงและโดยอ้อม จากความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน

มีเฉพาะผู้มีประสบการณ์และคนในพื้นที่เท่านั้น ที่พอจะจับกระแสและมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง แม้จะยังไม่ชัดเจนนัก ต้องตามพิสูจน์ ซึ่งในเวลาต่อมา อีสานกลายเป็นภูมิภาคที่มีความเติบโตอย่างมาก ธุรกิจเครือข่ายระดับประเทศทั้งหลาย กำลังแห่เข้าสู่สนามประลองแห่งหนี้กันอย่างคึกคัก

ประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่

ความจริงโลกธุรกิจเปิดกว้างพอสมควร โดยเฉพาะในมิติของการเรียนรู้ใหม่ จากเครือข่ายและความรู้ของโลกาภิวัตน์ซึ่งมาก่อนความเป็นไปของระบบธุรกิจที่เป็นจริง รวมทั้งบทเรียนยุคการบุกทะลวงของธุรกิจจากส่วนกลางเข้าไปยึดพื้นที่ในภูมิภาคอย่างมั่นคงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาบทเรียนอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจของผู้ประกอบการต่างจังหวัดมาจากอดีต ในความพยายามเข้ามามีบทบาทในระดับประเทศอีกครั้ง หลังจากยุคเศรษฐีเหมืองแร่ในภาคใต้ หรือกรณีโค้วยู่ฮะในภาคอีสานเอง

บทเรียนแห่งความเสื่อมถอยของผู้ประกอบท้องถิ่น ถูกเครือข่ายธุรกิจระดับประเทศบุกทะลวง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้ด้านกลับได้

โมเดลการสร้างธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างแบบ Warehouse Store หรือมใช้ระบบ Drive-thru เป็นเรื่องที่อาจมองว่าธรรมดา แต่อยู่ที่การนำมาใช้ให้เหมาะสม ซึ่งโกลบอลเฮาส์ได้ทำงานมาอย่างดีพอสมควร

อาศัยตลาดหุ้น

ผมเชื่อมั่นตลาดหุ้นเสมอมา ว่าเป็นกลไกสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้คนหน้าใหม่ๆ ขณะเดียวก็เป็นบททดสอบความสามารถที่เข้มข้นด้วย

กรณีโกลบอลเฮาส์ กว่าจะมาที่นี่ได้ใช้เวลาประมาณ 10 ปี ถือว่ามีเวลามากพอควรในการปรับตัว ให้เข้ากับระบบการเปิดเผยข้อมูลที่มีมาตรฐาน สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กนั้น ในระหว่างการปรับตัวเพื่อเข้าตลาดหุ้น ภายใต้การแนะนำของที่ปรึกษาทางการเงิน ถือเป็นช่วงที่ดีของการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ตลอดจนไปพัฒนามุมมองทางธุรกิจใหม่ๆอย่างเปิดกว้างด้วย

โอกาสจากตลาดหุ้น (เข้าตลาดหุ้นปี 2552) นอกจากจะเป็นพลังในการขยายเครือข่ายออกไปอีกมาก ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจประเภทนี้ ขณะเดียวกันก็ปรากฏตัวในที่ "โล่งแจ้ง" เปิดโอกาสให้มีดีลครั้งใหญ่ กับเอสซีจีได้ด้วย หากเอสซีจีไม่เชื่อมั่นในระบบการเปิดเผยข้อมูล ตามมาตรฐานตลาดหุ้น ดีลนี้คงไม่เกิดขึ้น

ในฐานะผู้เชื่อมั่นและพยายามอรรถาธิบายกระแสลมพัดแรงที่ภูธรมาตลอดในช่วงหลังๆมานี้ มองเห็นภาพที่กว้างขึ้น จากโอกาสของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งระดับชาติ และเครือข่ายระดับโลก ในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ในหัวเมืองและชนบทมากขึ้นเท่านั้น หากเป็นที่เพาะโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระแสที่สวนทาง จากระดับภูธรสู่เวทีที่กว้างขึ้น

นี่คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่ควรติดตาม