ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

เปิดแผน "โรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา" "เหล็ก-ปูน-ระบบ" ไทยรวยถ้วนหน้า

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 02 พ.ย. 2555 เวลา 17:01:19 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ความ ก้าวหน้าโครงการ "โรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา" ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาวอนุมัติให้ร่วมกัน 3 บริษัท ระหว่างบริษัท บ้านปูเพาเวอร์ จำกัด ถือหุ้น 40% บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) 40% และบริษัท ลาวโฮลดิ้งสเตทเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด 20%

ภายใต้งบประมาณลงทุนกว่า 3,710 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.11 แสนล้านบาท มีกำลังการผลิตรวม 1,878 เมกะวัตต์ พื้นที่สัมปทาน 76.2 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี (2559-2584)

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทีมข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ร่วมคณะเดินทางไปสำรวจพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว กำลังทยอยก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานก้าวหน้าไปมาก

รวมถึงเป็น โครงการลงทุนขนาดใหญ่ทางด้านโรงไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบ้านปูถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งแพ้คดีกลุ่มงานทวี ต้องจ่ายค่าเสียหายให้คู่ความเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท

"บรรจบ กิจพานิช" รองกรรมการผู้จัดการ บัญชีและการเงิน บริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้การก่อสร้างภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วทั้งสิ้น 26.2% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน ลานกองหิน บ่อเหมือง ทางผันน้ำแร่ สายไฟฟ้าแรงสูง เขื่อนน้ำเลือก เขื่อนแก่น จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จกลางปี 2556

ตามแผนเฟสแรกจะแล้วเสร็จภายใน กลางปี 2558 เฟส 2 เดือนพฤศจิกายน 2558 และเฟส 3 เดือนมีนาคม 2559 โดยจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ในปี 2558 ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 95% หรือ 1,473 เมกะวัตต์ ผ่านเส้นทาง อ.สองแคว จ.น่าน

ส่วนที่เหลืออีก 5% จะจำหน่ายให้รัฐวิสาหกิจ สปป.ลาว 100 เมกะวัตต์ โดยแบ่งการเดินเครื่องดังนี้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 เดือนมิถุนายน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 เดือนพฤศจิกายน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 3 เดือนมีนาคม 2559

จากปริมาณการนำถ่านหินลิกไนต์เพื่อใช้ผลิตกระแส ไฟฟ้าปีละ 14.3 ล้านตัน มีถ่านหินสำรองตลอดสัมปทานถึง 577.4 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อกำลังการผลิต โดยได้ทยอยลงนามเซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว สั่งซื้อเหล็กจากบริษัทเอกชนในไทยทั้งสิ้น 8,000 ตัน มูลค่า 300 ล้านบาท

อนาคต ยังเตรียมเซ็นสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงน้ำมันจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และตั้งเป้ารายได้การขายไฟฟ้าไว้ปีละ 700-800 ล้านบาท จะคืนทุนได้ภายใน 15 ปี

รวมทั้งการใช้งบประมาณอีก 64 ล้านบาท จัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบจากโรงไฟฟ้า เช่น สร้างกำแพงเนินดินสูง 20-25 เมตร ใช้ป้องกันเสียงและฝุ่น ซึ่งได้รับใบรับรองมาตรฐานที่ผ่านการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว จากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญองค์การทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม สำนักงานนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เช่น การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ElA) แผนแม่บทการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMP) การศึกษาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม (SlA) โดยภาพรวมสร้าง ผู้ผลิตทั้งเหล็ก ปูนซีเมนต์ และ ระบบไฟฟ้าของไทยจะได้ประโยชน์แทบทั้งสิ้น

ตามแผนแม่บทการโยกย้ายจัด สรรชุมชน (RAP) จะนำเทคโนโลยีดักจับก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับถึง 92% และเครื่องดักฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิตเป็นเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับได้ ถึง 99.86% และจะมีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง

บวกกับการ ศึกษาผลกระทบและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (เหมืองหินปูน) ศึกษาประเมินผลกระทบด้านสังคม ตามแนวเส้นทางการขนส่ง จ.น่าน รวมทั้งการศึกษาเฉพาะด้านคุณภาพอากาศครอบคลุมถึงชายแดนประเทศไทย และศึกษาเพิ่มเติมเรื่องเสียง การกำจัดขยะมูลฝอย การกำจัดชะบ่อเหมือง การสำรวจไม้มีค่าและสัตว์ป่า การศึกษานิเวศวิทยาท้องถิ่น การฟื้นฟูเหมือง

พร้อม กันนี้ยังจะได้ฝึกอบรมการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ผู้รับเหมา การลงสำรวจพื้นที่ตรวจตราพื้นที่ก่อสร้างรายวันและรายเดือน แนะนำการจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับผู้รับเหมา โดยจะตรวจสอบมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของบริษัทที่ปรึกษา

นอกจากนี้ได้ย้าย ชุมชนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ก่อสร้างออกไปแล้วกว่า 450 ครัวเรือน โดยจ่ายเงินชดเชยชุมชนเหล่านี้เป็นบ้านหลังใหม่ที่โครงการสร้างให้ในพื้นที่ 450 ตารางเมตร พื้นที่ทำกินครอบครัวละ

12 ไร่ พร้อมกับส่งเสริมพัฒนาอาชีพ การจ้างงานอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง/ครอบครัว ตลอดระยะสัมปทาน พันธสัญญาที่โครงการมีต่อครอบครัวโยกย้าย คือจะมุ่งเน้นให้แต่ละครอบครัวพัฒนาอาชีพให้มีรายได้พ้นขีดความยากจนให้ได้ ภายใน 3 ปี อีก 10 ปีข้างหน้าจะทำให้รายได้ต่อครอบครัวเพิ่มขึ้น 150%

ประโยชน์ ที่จะได้จากโรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา ตั้งเป้าพัฒนาให้ สปป.ลาวเป็นแหล่งพลังงานภูมิภาคอาเซียน (Battery of ASEAN) ตามแผนพัฒนาเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีความมั่นคงทางพลังงานป้อนให้ไทยและลาวอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเชื้อเพลิงที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงด้านราคาและปริมาณ อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

ทั้ง นี้ยังช่วยพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาอาชีพ การค้าขาย การท่องเที่ยว และธุรกิจอื่น ๆ เกี่ยวเนื่องระหว่าง 2 ประเทศ