ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตลาดรังนก"ปากพนัง-ตราด"อ่วม ส่งออกวูบผลผลิตค้างสต๊อกอื้อ-หยุดสร้างบ้านนก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 15 พ.ย. 2555 เวลา 08:20:15 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ธุรกิจ รังนกนางแอ่น "ปากพนัง-ตราด" ป่วนหนัก หลังจีนห้ามนำเข้ารังนกจากเมืองไทย คำสั่งซื้อสุดแผ่วราคาดิ่ง ผลผลิตค้างสต๊อกเพียบ ผู้เลี้ยง/เจ้าของคอนโดฯนกยืนยันรังนกไทยปลอดไนเตรต ดิ้นเจาะตลาดในประเทศ เบนเข็มทำผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป-ต้มขายย่านเยาวราช

นายชัยณรงค์ สวัสดีนฤนาท อดีตนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าของตึกรังนกนางแอ่นในพื้นที่อำเภอปากพนัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ธุรกิจรังนกในพื้นที่ปากพนังซบเซาต่อเนื่องมานานเกือบปีแล้ว เนื่องจากราคาตกต่ำจากกิโลกรัมละเกือบแสนบาท ขณะนี้เหลือ กก.ละ 2 หมื่นบาท และหมื่นกว่าบาทขึ้นอยู่กับเกรดรังนก

ในบางช่วงก็แทบจะไม่มีผู้ซื้อ ทำให้คนที่ทำธุรกิจรังนกที่มีอยู่ในปากพนังประมาณ 150 รายต้องเริ่มปรับตัวหันมาจำหน่ายตลาดในประเทศ เช่น ผู้เลี้ยงนกที่เป็นทุนในท้องถิ่นก็จะหันมาทำผลิตภัณฑ์รังนกสำเร็จรูปขายเอง ในท้องถิ่น บางรายก็ทิ้งกิจการไปเพราะไม่มีตลาดจะขายเหมือนเมื่อก่อน

สำหรับ การลงทุนตึกรังนกนั้น ที่ผ่านมามีคนเข้ามาซื้อที่ดินในอำเภอปากพนัง เพื่อลงทุนสร้างตึกรังนกเป็นจำนวนมาก แต่ขณะนี้ไม่มีแล้ว และไม่มีนักธุรกิจรายใหม่เข้ามาสร้างตึกรังนกเพิ่มอีก มีแต่

เจ้าเก่าที่ทำกันมานานแล้วประมาณ 150 ราย

ด้าน นายปิติ ลีเลิศพันธ์ นักธุรกิจเจ้าของรังนกนางแอ่นรายใหญ่ อำเภอปากพนัง เปิดเผยว่า ตึกรังนกที่ปากพนังสร้างมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ขณะนี้มีการเก็บรังนกที่ปากพนังและนำมาผลิตเป็นรังนกสำเร็จรูปบรรจุใส่ขวด ที่กรุงเทพฯ และจัดจำหน่ายเองภายใต้แบรนด์รังนกดอกบัวคู่

บริษัท ได้เริ่มทำตลาดในประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะเน้นจุดต่างที่ปริมาณรังนกมากกว่าคู่แข่ง โดยมีเนื้อรังนกขวดละ 2.8% ขณะที่ยี่ห้อคู่แข่งมีปริมาณรังนกแค่ 1.1% หรือ 1.4% เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจากตลาดในภาคใต้เป็นอย่างมาก และตอนนี้กำลังขยายตลาดทั่วประเทศ

ด้านนางรัตติยา วัฒนกูล ผู้เลี้ยงนกนางแอ่นในเขตเทศบาลเมืองตราดรายแรก เปิดเผยถึงผลกระทบกรณีที่ประเทศจีนห้ามนำเข้ารังนกนางแอ่นที่ปนเปื้อนไนเต รตว่า เป็นปีแรกที่ราคารังนกตกต่ำมากที่สุดตั้งแต่มีการเลี้ยงนกนางแอ่นในเมืองไทย จากกิโลกรัมละ 40,000-50,000 บาท เหลือเพียง 10,000-20,000 บาท และพ่อค้าคนกลางรับซื้อน้อยลง เนื่องจากจีนซึ่งเป็นตลาดหลักได้ลดปริมาณการซื้อลง โดยอ้างว่าพบสารปนเปื้อนในรังนกที่เป็นสีแดง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการบริโภค แต่จีนกลับนำเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย

"รังนกมี 3 เกรด คือ เกรด 3A, 2A และ 1A ราคาต่างกันมากตั้งแต่ กก.ละ 50,000 บาท 19,000 บาท และ 10,000 บาท เกรด 3A จะเป็นสีขาว 100 รังจะมีเพียง 15-20 รังเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเกรด 2A และ 1A ซึ่งพ่อค้าคนกลางบอกว่าเดิมเคยส่งออกได้ครั้งละ 1,000 กก. ขณะนี้เหลือเพียง 100 กก. จึงมีรังนกค้างสต๊อก 600-700 กก."

นางรัตติยากล่าวอีกว่า ตอนนี้มีตลาดฮ่องกง เวียดนาม กัมพูชา มาทดแทนบ้างแต่ปริมาณยังน้อยมาก หากอนาคตจีนไม่รับซื้อจะมีผลต่อราคาต่อไปอีก เพราะในรอบ 1 ปีจะเก็บรังนกได้ 3 ช่วง คือ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เมษายน-พฤษภาคม และตุลาคม-พฤศจิกายน

นาง สาวจุฑารัตน์ เรืองรัตนตรัย ผู้เลี้ยงนกนางแอ่น และรับสร้างบ้านนกกล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลช่วยเจรจา เพื่อให้จีนกลับมารับซื้อได้เหมือนเดิม แม้ว่าผู้ค้าบางรายที่มีผู้รับซื้อประจำยังสามารถนำเข้าจีนได้ครั้งละ 10-30 กก. แต่ผู้เลี้ยงนกใน จ.ตราดเกือบ 100 รายคงทำไม่ได้ทั้งหมด ผู้เลี้ยงจึงควรร่วมมือกันหาตลาดในประเทศ แม้จะเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่นัก เช่น ทำเป็นอาหารเสริมในโรงแรม หรือพัฒนาเป็นสินค้าโอท็อปตราด

"ตอนนี้ ได้เตรียมหาตลาดต่างประเทศ เช่น กวางเจา ฮ่องกง สิงคโปร์ และเตรียมทำผลิตภัณฑ์รังนกให้บริการนักท่องเที่ยวที่มาพักรีสอร์ตของตัวเอง ที่เกาะช้าง"

แหล่งข่าวจากบริษัท นำชิงรังนกประเทศไทย จำกัด ผู้รับสัมปทานนกอีแอ่นจังหวัดตราด และที่เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ได้รับผลกระทบด้านตลาดและราคาเช่นกัน เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกหลัก ราคาลดลงมากจาก 70,000-80,000 บาท ลดเหลือ กก.ละ 20,000 บาท ซึ่งปกติราคารังนกธรรมชาติจะสูงกว่ารังนกเลี้ยง 30-40% ส่วนตลาดคนไทยยังไม่เป็นที่นิยม แต่บริษัทได้ตลาดคนจีนในเมืองไทยที่เยาวราช ต้มขายราคาถ้วยละ 200, 300, 500 และ 1,000 บาท

ขณะที่แหล่งข่าวจาก ผู้เลี้ยงนกอีกราย ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่จีนห้ามนำเข้ารังนกไทย เนื่องจากผู้ค้าของมาเลเซียมีการย้อมสีรังนกให้เป็นสีแดง เพราะเชื่อว่าให้โปรตีนสูง โดยนำเข้ามาจากมาเลเซียและมาส่งออกจากไทย ทำให้ทางการจีนเห็นว่ารังนกของไทยมีสารปนเปื้อน ซึ่งรังนกธรรมชาติไม่มีสีแดงแต่อย่างใด