ประชาชาติธุรกิจ
AEC เปลี่ยนประเทศไทย

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เอ็มดีใหม่ซิโน-ไทยฯ "ภาคภูมิ ศรีชำนิ" "ไม่โตก้าวกระโดด ไม่ข้องเกี่ยวกับคุณอนุทิน"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 28 พ.ย. 2555 เวลา 11:38:48 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บ่มเพาะประสบการณ์การทำงานร่วม 27 ปี ภายใต้ชายคา "บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น" ยักษ์รับเหมามหาชนระดับบิ๊กทรีของวงการก่อสร้างไทย องค์กรที่วันนี้มีพนักงานหลักพันคน กับแรงงานอีกหลักหมื่นคนเป็นเพื่อนร่วมงาน

ชีวิตทำงานที่เริ่ม ตั้งแต่เป็นวิศวกรถือแฟ้มประจำไซต์ก่อสร้าง เติบโตมาตามสายงานตามลำดับ จนในที่สุด 1 ตุลาคม 2555 พนักงานลูกหม้ออย่าง "ภาคภูมิ ศรีชำนิ" ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของบริษัทตัวจริง "เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคนปัจจุบัน ให้ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้เอ็มดีคนใหม่ในวันที่บริษัทครบรอบ 50 ปีพอดี รับไม้ต่อจาก "วัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร" ที่ขยับนั่งเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท

คาดหมายกันว่า...เอ็มดีคน ใหม่วัย 51 ปีคนนี้ จะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งยาว 9 ปีจนอายุครบเกษียณ 60 ปี ประเมินจากบุคลิก "บุ๋น" มากกว่า "บู๊" มีคอนเน็กชั่นไม่ธรรมดา พื้นฐานครอบครัวมาจากนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.สิงห์บุรี ทำให้รู้เคล็ดลับต่าง ๆ ที่จะเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มก้อน

ภาพลักษณ์ที่เห็นชัดเจนตอนนี้ คือ บทบาทการเป็นมือประสานสิบทิศ "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ทิศทางที่เขาจะนำพาองค์กรนับจากนี้ไป

- เหตุผลที่ได้รับโปรโมต

ผม คิดว่าเป็นความโชคดีมากกว่าที่องค์กรให้โอกาสขึ้นเป็นผู้บริหารในวันนี้ และมาจากผลงานที่ผมทำงานอยู่ที่นี่มา 27 ปี เติบโตมาตามฝีมือและสายงาน ผมดูงานก่อสร้างมาเยอะ ผมอยู่ตรงกลาง เข้าได้กับทุกคนในบริษัท ทุกคนยอมรับผมทั้งคนในและคนนอกที่ผมประสานงานด้วย ผมทำงานร่วมกับคุณวัลลภ (รุ่งกิจวรเสถียร) ร่วม 20 ปี ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เพียงแค่ผมขยับตำแหน่งสูงขึ้นเท่านั้นเอง

- จะทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง

เร็ว ๆ นี้จะจัดโครงสร้างทีมบริหารใหม่ เพราะคนเก่ามีการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาจึงต้องจัดโครงสร้างใหม่ และให้พนักงานมีการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น ให้ทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนเร็วในทุกวันนี้ ตัวผมเองก็มีประชุมร่วมกับลูกน้องในบริษัทผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ตลอด เราจะอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ

ผมจะเพิ่มงบฯการอบรมให้กับพนักงานมากขึ้น จากเดิมจัดปีละครั้ง เพิ่มเป็นปีละ 2 ครั้ง/คน หาความรู้และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ รูปธรรมจะเห็นผลใน 3 เดือนนับจากนี้

- ภาพรวมตลาดรับเหมา

ปี นี้มีงานประมูลภาครัฐออกมาประมาณ 9 แสนล้านบาท ช่วงต้นปีที่ผ่านมารัฐออกงานประมูลมาน้อยมาก และมีปัญหาการเบิกจ่ายงบฯลงทุน เพิ่งเบิกได้แค่ 29% งานที่ออกมาเป็นงานซ่อมแซมหลังน้ำท่วมมากกว่า งานประมูลเพิ่งเริ่มมีมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และแข่งขันสูง ตลาดรับเหมาจะฟื้นตัวเพราะมีโครงการอสังหาฯสร้างโรงไฟฟ้า

ซึ่งโรง ไฟฟ้าเป็นอีกแอเรียหนึ่งที่เราเป็นเจ้าตลาด การแข่งขันไม่สูงมากนัก คู่แข่งของเราในวงการรับเหมาก่อสร้างจะเป็นรายใหญ่และรายกลาง เช่น ยูนิค ช.การช่าง อิตาเลียนไทย ส่วนรายเล็กเราถือว่าไม่ใช่คู่แข่ง

ขณะที่ อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท จะเห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นไปที่ระบบรางเป็นหลักมากกว่า 60% มีกรอบลงทุน 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งบริษัทก็สนใจจะเข้าประมูลงานอินฟราสตรักเจอร์ทุกงาน ทั้งระบบราง พลังงาน สาธารณูปโภค ถนน ผมมองว่าการแข่งขันไม่สูงมากเพราะมีเจ้าใหญ่ไม่กี่รายที่เข้าร่วมประมูลได้

- แนวโน้มจะได้งานประมูล

จากสถิติที่ผ่านมา ในการประมูลงาน 3-4 โครงการ เราจะได้อย่างน้อย 1 โครงการ หรือคิดเป็น 30% ของงานที่เปิดประมูลทั้งหมด

- การเมืองเปลี่ยนขั้วมีผลหรือไม่

ไม่ มีผลครับ (ตอบทันที) การประมูลงานรัฐ คนที่ได้งานจะเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดเท่านั้น ส่วนรัฐบาลจะเป็นใครก็ตามการประมูลงานเป็นเรื่องราคาต่ำสุดมากกว่าถึงถูก เลือก การเมืองก็ว่ากันไป การพัฒนาประเทศก็ว่ากันไป

- ทิศทางของบริษัท

วันนี้ ผมไม่อยากโตแบบก้าวกระโดด จากรายได้ปีละ 2 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาท เราโตแน่แต่ไปอย่างช้า ๆ ขอเติบโตปีละ 15-20% ก็พอ ปัจจุบันเรามีแบ็กลอก (งานในมือ) อยู่กว่า 6 หมื่นล้านบาท ถ้าไม่ประมูลงานเลยเราอยู่ได้อีก 3 ปี โดยเฉพาะปีนี้นับว่าเรามีรายได้สูงสุดเฉลี่ย 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท เทียบจากปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ปีหน้าคาดว่าจะถึง 2 หมื่นล้านบาท อยู่ได้สบาย ๆ ไม่ลำบากอะไร

แต่ก็มีข้อเสียคือ ได้งานราคาล่วงหน้าไป 3 ปี กำไรอาจจะน้อยลง แต่ถ้ามีงานออกมาดูราคาแล้วทำได้ เราก็ยื่นประมูลนะ แต่อาจจะเสนอราคาแพงหน่อย

- แผนรับงานก่อสร้าง

ตอนนี้ผมอยาก ได้งานเล็กบ้างเหมือนกัน เพราะทำให้เราเทรนคนขึ้นมาได้ ที่ผ่านมาเราทุ่มกำลังคนไปกับงานใหญ่เพราะรับงานสร้างรถไฟฟ้าหลายสาย ต่อไปอยากจะลงมาเล่นสนามเล็ก ๆ บ้าง โครงการขนาด 200-300 ล้านบาท ซึ่งเราก็เคยรับงานขนาดนี้มาก่อน

หากจำได้ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี"40 เรารับงานทุกอย่างแบบไม่เลือก ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่เพื่อให้เราอยู่ได้ แต่ในระยะหลังเริ่มคัดเลือกมากขึ้นหลังจากเราพ้นจากวิกฤตตรงนั้นมาได้แล้ว

นโยบาย ผมจะเน้นงานทำกำไร ส่วนรายได้ของเราโตแน่ ๆ แต่ก็อย่างที่บอก...ไม่อยากโตก้าวกระโดด ทำเยอะแล้วกำไรไม่มากก็ไม่เอา ตอนนี้สัดส่วนงานภาครัฐเราสูงขึ้นเป็น 60-70% ของภาคเอกชน 30-40%

ถาม ว่าเป็นเพราะการเมืองทำให้ต้องมารับงานเล็กลงหรือเปล่า งานใหญ่เข้ายากขึ้นใช่ไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่เกี่ยวกันครับ หากมีมาประมูลเราก็ยื่นและสู้ราคาได้เราก็สู้ อย่างรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่เราได้สัญญาที่ 1 งานสร้างสถานีกลางบางซื่อกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ถึงแม้ยังไม่เซ็นสัญญาแต่ปัญหาก็ไม่ได้ติดจากทางเราแน่นอน

ในความเห็นของผม การปรับเปลี่ยนรัฐบาลไม่น่าจะทำให้โครงการล้มนะ...

- ภาพลักษณ์ซิโน-ไทยฯ เป็นรับเหมากลุ่มทุนการเมือง

ครับ...คน ยังติดภาพตระกูลชาญวีรกูลอยู่ เพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัท ในฐานะที่คุณอนุทินเคยผ่านการเป็นเอ็มดีบริษัทมาก่อน ผมเคยหารือเรื่องงานกับคุณอนุทิน แต่ตอนนี้ไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว แต่เป็นแค่แฟกเตอร์ และตอนนี้ผมก็มีอำนาจเต็มการตัดสินใจงานในบริษัท

- ปัจจัยเสี่ยงธุรกิจรับเหมา

รับเหมาจะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องค่าแรง ค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับราคาขึ้น วิธีบริหารจัดการคือจะต้องล็อกราคากับซัพพลาย

เออร์ ไว้ระยะยาว ส่วนแรงงานที่ขาดแคลนเพราะตอนนี้แรงงานไทยหายาก จะต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าว บริษัทขอโควตาไว้ 7,000-8,000 คน ก็มีแรงงานจากเขมรและพม่า ตอนนี้เพิ่งใช้โควตาไปแค่ 2,000 กว่าคนเท่านั้น เร็ว ๆ นี้จะต้องเพิ่มแรงงานสร้างสนามบินภูเก็ตที่เพิ่งเซ็นสัญญาก่อสร้างไปกับ ทอท. มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

- แผนลงทุนต่างประเทศ

ก็ ศึกษาอยู่ เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เพราะต่างชาติจะเข้ามาในประเทศเยอะมาก กำลังดูว่าจะมีผลต่อธุรกิจรับเหมาแค่ไหน แต่เชื่อว่าคงไม่กระทบมากนัก เพียงแต่เราออกไปต่างประเทศมากกว่า อย่างประเทศพม่าที่จะเปิดประเทศมากขึ้นนั้นเราก็ศึกษาอยู่จะไปทำอะไรได้บ้าง

ตอนนี้ผมไม่สนใจการลงทุนระยะยาว มุ่งให้ความสำคัญงานก่อสร้างอย่างเดียว