ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

′หนังไทย ในเสียงเพลง′ คอนเสิร์ตเพื่อคอหนัง

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 18 ม.ค. 2556 เวลา 12:14:16 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โดย กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์

 

ท่ามกลางความวุ่นวายของการจราจรย่านถนนรัชดาภิเษก ยากนักสำหรับคนที่ต้องการหาที่สงบจิตสงบใจ แต่เมื่อย่านนั้นเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย คงไม่ยากหากต้องการเสพความสุขจากบทเพลง


สุเทพ วงศ์กำแหง และสวลี ผกาพันธุ์ กับเพลงจนจริงไม่จนรัก

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมฯได้มีการจัดคอนเสิร์ตขึ้น ภายใต้ชื่อ "หนังไทย ในเสียงเพลง" โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และแน่นอนว่าคอนเสิร์ตนี้ย่อมไม่ธรรมดา

ก่อนดนตรีเริ่มบรรเลง เมโลดี้โลดแล่น ตอน 19.30 น. บรรดามิตรรัก แฟนเพลง และคอหนังรุ่นเดอะ ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี มารอรับบัตรร่วมกิจกรรมที่หอภาพยนตร์จัดขึ้น เป็นออเดิร์ฟก่อนฟังบทเพลงทั้ง 28 เพลงจากภาพยนตร์ 23 เรื่อง เช่น เพลง บ้านทรายทอง ซึ่งประสบความสำเร็จจากละครเวที ฉบับ พ.ศ.2494 โดย สวลี ผกาพันธุ์ รับบทเป็นพจมาน สว่างวงศ์ ก่อนจะมาเป็นภาพยนตร์อีกหลายเวอร์ชั่น, เพลง สวรรค์มืด จากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันที่สร้างชื่อให้ สุเทพ วงศ์กำแหง นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่กลายเป็นนักร้องในตำนานจนถึงทุกวันนี้, เพลง เธอที่รัก ผลงานของ ชัยรัตน์ เทียบเทียม จากภาพยนตร์เรื่องวัยอลวน ที่มีพระนางในเรื่อง ไพโรจน์ สังวริบุตร และ ลลนา สุลาวัลย์ มาบัมพ์สะโพกกันบนเวที ฯลฯ

โดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังบอกว่า ที่มาที่ไปของคอนเสิร์ตนี้ คือ คณะกรรมการบริหารหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้ประชุมร่วมกันมีมติว่าจะจัดคอนเสิร์ตเพื่อหารายได้ เพราะมีตัวชี้วัดว่าหอภาพยนตร์ต้องหารายได้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้ค่าบริการไม่มากนัก

บริเวณโถงหอประชุมใหญ่ ที่แฟนเพลงมารออย่างคับคั่ง



"เมื่อจัดแล้ว อาจารย์สุกรี เจริญสุข ประธานบอร์ด บอกว่าจากภาระของหอภาพยนตร์ที่เน้นการให้บริการสาธารณะ การจัดคอนเสิร์ตขึ้นจึงไม่ควรเน้นว่าหารายได้ แต่เน้นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน" ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์กล่าว

จึงเกิดคอนเสิร์ตที่รวบรวมบทเพลงในตำนาน จากภาพยนตร์ระดับตำนานที่ดึงดูดแฟนเพลง-คอหนังรุ่นเดอะให้มารวมตัวกัน

โดม สุขวงศ์ เล่าย้อนว่าภาพยนตร์ไทยยุคแรกๆ เป็นส่วนผสมของหนังเสียงและหนังเงียบ ต่อมาเมื่อมีการบันทึกเสียง จึงมีการถ่ายทำในโรงถ่ายเพื่อควบคุมเสียง คนไทยที่ทำภาพยนตร์เสียงประสบความสำเร็จรายแรก คือ พี่น้องสกุล "วสุวัต" สร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง หลังจากนั้นภาพยนตร์ไทยจึงมีบทพูดเยอะขึ้น เกิดเป็นหนังเพลง และยุคทองของหนังเพลงไทยตามมาด้วย

"มีการโฆษณาว่าหนังไทยพูดได้ ร้องเพลงได้ เรื่องหนึ่ง 5-6 เพลง" ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์เล่า

ส่วนการร้อยเรียงเพลงนั้น ชลิดา เอื้อบำรุงจิต เลขานุการ บอกว่า ใช้หนังเป็นตัวเล่าเรื่อง ต่างจากคอนเสิร์ตอื่นๆ ที่มีพิธีกรมาพูดดำเนินคอนเสิร์ต หากคนที่ไม่เคยรู้จักภาพยนตร์หรือเพลงนั้นๆ มาก่อน หลังจากชมคอนเสิร์ตนี้ เมื่อได้ยินเพลงจะนึกถึงหนัง และเมื่อเห็นภาพจากหนังก็จะนึกถึงบทเพลง พยายามร้อยเรียงทั้ง 28 บทเพลง ให้สั้น กระชับ และเชื่อมกัน เป็นการเดินทางผ่านภาพยนตร์และเพลงในประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนสังคม ณ ขณะนั้นได้เป็นอย่างดี

28 บทเพลง จากภาพยนตร์ 23 เรื่อง หลอมรวมเป็นคอนเสิร์ตอันทรงพลัง

โดม สุขวงศ์


เมื่อถึงเวลาเริ่มคอนเสิร์ต ผู้ชมที่มากันแน่นหอประชุมต่างเงียบเสียง รอเพลงโปรด จากหนังเรื่องโปรดอย่างใจจดใจจ่อ เพียงเพลงแรก "บ้านทรายทอง" จากภาพยนตร์เรื่องบ้านทรายทอง ขณะที่ดนตรีเริ่มบรรเลง สวลี ผกาพันธุ์ ที่เคยรับบท "พจมาน สว่างวงศ์" เวอร์ชั่นละครเวที 2494 ก็เดินออกมา

กลางเวที แสงสปอตไลต์สาดส่อง ช่วยขับเน้นให้ผู้ชมเห็นพจมานชัดเจนขึ้น

แค่บทเพลงแรก จากหนังเรื่องที่บางคนได้ดูตั้งแต่จำความได้ ก็สร้างความประทับใจได้ไม่ยาก กับภาพจากหนัง นักร้องที่เคยรับบทพจมาน และนักบัลเลต์ที่มารับบทพจมาน วาดลวดลายบนเวทีจนเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมแบบสนั่นฮอลล์

ต่อมาเป็นคิวของ "สวรรค์มืด" ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ "สุเทพ วงศ์กำแหง" ให้กลายเป็นนักร้องระดับตำนานของไทย

สุเทพ วงศ์กำแหง มายืนหน้าเวทีในชุดสูทสีดำ ขับร้องเพลง "จนจริงไม่จนรัก" คู่กับ สวลี ผกาพันธุ์ ที่พากย์เสียงเป็นนางเอกในเรื่อง ลีลากระเซ้าเย้าแหย่ เรียกรอยยิ้มจากผู้ชมได้ดีนัก จากนั้นก็มาถึงเพลงเศร้าที่ร้องขึ้นเมื่อใด ก็เรียกน้ำตาของผู้ฟังได้เมื่อนั้น "เพลงสวรรค์มืด" ซึ่งสุเทพยังคงถ่ายทอดความรู้สึกเศร้าที่ตาบอดจากสงคราม กลับถึงบ้านก็ไม่เห็นแม้เงาของคนรัก

แล้วพระนางคู่ขวัญในจออย่าง ไพโรจน์ สังวริบุตร และ ลลนา สุลาวัลย์ มาปรากฏตัวบนเวที ร่วมร้องและเต้นกับเพลง "สุขาอยู่หนใด" จากเรื่องวัยอลวน, เพลง "น่ารัก" จากเรื่องรักอุตลุด และที่พลาดไม่ได้คือการบัมพ์สะโพกของ 2 พระนางในเพลงเธอที่รัก ซึ่งมีเนื้อร้องเป็นเอกลักษณ์ว่า ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ โว้วโววโว ที่ขับร้องโดย ชัยรัตน์ เทียบเทียม

ระหว่างพักการแสดง 10 นาที เหล่าผู้ชมต่างจับกลุ่มพูดคุย ชื่นชมกับคอนเสิร์ตที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จนคนจัดงานหลายคนได้ยินแล้วมีอาการ "หน้าบาน"

10 นาทีผ่านไป คอนเสิร์ตครึ่งหลังเริ่มขึ้น ยิ่งสร้างความคึกคักให้ผู้ชมยิ่งนัก โดยเฉพาะศิลปินระดับตำนานอย่าง ดิ อิมพอสสิเบิล กับ "ไปตามดวง" เพลงจากภาพยนตร์เรื่อง "ดวง" ที่ทางหอภาพยนตร์บอกว่ายังหาฟิล์มฉบับเต็มของหนังเรื่องดังกล่าวไม่ได้เลย

ต่อไปเป็นเพลง "ทะเลไม่เคยหลับ" จากเรื่อง "สวนสน" ที่ เศรษฐา ศิระฉายา รับบทร้องนำ และจบคอนเสิร์ตที่เพลง "เพชรตัดเพชร" พร้อมกับเสียงปรบมือกึกก้องฮอลล์

หลังจากเพลงสุดท้ายจบลง เศรษฐา ศิระฉายา สมาชิกดิ อิมพอสสิเบิล และหนึ่งในคณะกรรมการบริหารหอภาพยนตร์ บอกว่า เพียงต้องการให้ผู้ชมทุกยุคสมัย ไม่ว่ารุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่เห็นความสำคัญของภาพยนตร์และเพลงยุคเก่าๆ ถ้าลองสัมผัสแล้วจะรู้ว่าไม่ตกยุคเลย มันเป็นอมตะ แต่คลาสสิก ไม่อยากให้ผู้คนลืมเลือนไปตามกาลเวลา

แม้คอนเสิร์ตจบลง แต่รอยยิ้มและเสียงเพลงยังคงดังก้องศูนย์วัฒนธรรมฯ จากการฮัมเพลงเบาๆ ของผู้ชมหลายคน ที่นอกจากจะได้รับความสุขจากเสียงเพลงและภาพเก่าๆ จากม้วนฟิล์มทรงคุณค่า หลายคนยังรู้สึกอยากดูหนังเก่า หลายคนเห็นคุณค่าของม้วนฟิล์มเก่ามากขึ้น

และอีกหลายคน เรียกร้องให้มีคอนเสิร์ตดีๆ แบบนี้อีกครั้ง

 

 

 

 

ที่มา : นสพ.มติชน