ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จับตา"เซรามิกลำปาง" รอวัน"เจ๊งจริง-ปิดจริง"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 04 ก.พ. 2556 เวลา 11:45:53 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จับตา"เซรามิกลำปาง" รอวัน"เจ๊งจริง-ปิดจริง"

โดย อัศวิน วงค์หน่อแก้ว



นับตั้งแต่ปี 2549 ชาวอุตสาหกรรมเซรามิกใน จ.ลำปาง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาคู่เมืองลำปางมานานกว่า 100 ปี ต้องทนแบกรับภาระราคาก๊าซแอลพีจี (LPG) ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการเผาเซรามิก เริ่มขยับปรับราคาสูงขึ้นมาโดยตลอด...

กระทั่งในปี 2555 ที่ผ่านมา แม้ชาวเซรามิกที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับความฝืดเคืองของธุรกิจที่ทำอยู่ ได้พากันออกมาชุมนุมเรียกร้องหน้าศูนย์ราชการจังหวัด หรือชุมนุมปิดถนนมาแล้ว แต่เมื่อภาครัฐไม่ให้ความสนใจ ประกาศลอยตัวราคาก๊าซ จึงทำให้โรงงานเซรามิกหลายแห่งทยอยปิดตัวลงไป!

"ธนโชติ วนาวัฒน์" นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ระบุว่า เซรามิกสร้างรายได้สู่ จ.ลำปาง ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท จากโรงงานเซรามิกที่ตั้งอยู่กว่า 200 แห่ง นับเป็นเมืองเซรามิกที่ขึ้นชื่อของประเทศไทยและในต่างแดน เพราะมีโรงงานหลายแห่งส่งสินค้าไปจำหน่ายแถบกลุ่มประเทศยุโรปและโซนอเมริกา เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ผลดีส่วนหนึ่งก็ตกอยู่กับพื้นที่ ถือว่าสร้างภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเซรามิกที่มีมากกว่า 50,000 คน ทุกคนมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง และมีรายได้ที่มั่นคง แต่ทว่าเมื่อเกิดการโยนภาระมายังเจ้าของโรงงานเซรามิก ในเรื่องราคาก๊าซ LPG จึงทำให้หลายโรงงานอยู่ไม่ได้

"นอกจากปัญหาราคาก๊าซแล้ว อุตสาหกรรมเซรามิกของลำปางยังเจอมรสุมชีวิต ทั้งปัญหาเศรษฐกิจด้านการเงินในประเทศแถบยุโรป และอเมริกา ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าลดลง แต่ราคาก๊าซภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยกลับขยับเพิ่มสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ผมเคยนำชาวเซรามิกออกมาชุมนุมเพื่อคัดค้าน แต่ก็ไม่เป็นผลภาครัฐไม่เคยออกมาเยียวยา หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เซรามิกลำปางอยู่รอดต่อไป ปัญหาอุตสาหกรรมคู่ท้องถิ่นจึงถูกลอยแพมาโดยตลอด ซึ่งเงื่อนไขที่เคยเสนอไปก็ถูกดองเงียบ เมื่อราคาก๊าซขยับขึ้นเรื่อยๆ โรงงานก็ทยอยปิดตัวลงไป จนถึงวันนี้ผลกระทบจากราคาก๊าซและภาวะเศรษฐกิจ ทำให้โรงงานเซรามิกปิดตัวไปแล้ว 5 แห่ง และต้องจับตาดูอีกว่า จากนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ปรับขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดจะซ้ำเติมโรงงานให้ปิดตัวลงอีกกี่แห่ง"



ด้าน "อิทธิภูมิ กำธรวรรินทร์" กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเจ้าของโรงงานเซรามิกใน ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง เผยว่า ถึงแม้แต่ละโรงงานเซรามิกจะปรับตัวจ้างแรงงาน จากรายวันเป็นรายชิ้นแล้ว หรือรายจ้างเหมาเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้แล้ว แต่ยังหนีไม่พ้นความเสี่ยงของการปิดตัว เพราะต้นทุนทั้งหมดในกระบวนการผลิตอยู่ในระดับเพดานที่สูงมาก โดยเฉพาะราคาก๊าซ LPG ที่ชาวเซรามิกซื้อมาใช้เผาเซรามิกกันทุกวัน นับเป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์

"บวกกับค่าแรงแบบก้าวกระโดดของจังหวัดลำปาง จากปกติ 165 บาทต่อวัน เป็น 300 บาทต่อวัน ตัวเลขที่เห็นกันชัดๆ ที่คิดคำนวณกำไร ต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ รู้เลยว่าไม่มีผู้ประกอบการคนใดรับไหว เพราะนั่นหมายถึงทุนหาย-กำไรหมด จะขึ้นราคาสินค้าให้มีกำไรก็ทำได้ยาก ฉะนั้นสิ่งไหนที่ลดต้นทุนได้ก็ต้องทำ ด้วยการปรับทุกรูปแบบ เพื่อให้อุตสาหกรรมเซรามิกสินค้าขึ้นชื่อของลำปางอยู่รอดต่อไปได้ ไม่ล่มสลายลงไป"

"อิทธิภูมิ" ระบุว่า ส่วนโรงงานไหนที่ยอมจ่ายและทนกับพิษค่าแรง 300 บาท ตามนโยบายรัฐบาล ก็จะเห็นผลของพิษในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าว่าจะอยู่หรือจะไป แต่หลายโรงงานที่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน ทำให้ทราบว่าจะทยอยไปมากกว่าร้อยละ 20 นั่นหมายถึงแรงงานในระบบซึ่งเป็นชาวลำปางจะต้องตกงานกว่า 2,000 คน ทุกวันนี้ภาครัฐไม่ฟังเสียงของผู้ประกอบการเซรามิก ว่าได้รับผลกระทบจริง จะปิดตัวลงจริง ทำให้โรงงานบางแห่งที่หมดหวังแนวทางในการเยียวยาช่วยเหลือ ต้องปิดตัวลงไปแบบเงียบๆ ถึงแม้รัฐบาลจะประกาศออกมาว่า ไม่มีโรงงานเซรามิกปิดตัวลงจากนโยบายค่าแรง แต่แท้ที่จริงแล้วมีแน่นอน

"ยกตัวอย่างโรงงานแรกที่ในอดีตคนลำปางเป็นเจ้าของ เมื่อทำไม่ไหวก็ขายให้ชาวไต้หวัน ลงทุนทำอุตสาหกรรมต่อ เมื่อคนต่างแดนเห็นว่าแบกรับภาระไม่ไหว ก็ต้องเปลี่ยนมือขึ้นป้ายประกาศขายโรงงานทิ้ง ส่วนโรงงานกระเบื้องเซรามิก ที่ขณะนี้ยังคงเปิดกิจการอยู่ ยังมีสินค้าที่ต้องทำและส่งให้กับลูกค้า แต่ได้มีการประกาศขายที่ดิน นั่นหมายถึงตัวโรงงานด้วย ขอยืนยันว่าโรงงานนี้ไม่ไหวอีกเช่นกันที่ต้องทนจ่ายค่าแรงที่สูง แต่ที่ยังไม่ปิดตัวลงไปเพราะต้องดูแลลูกค้าและรักษาเครดิตของโรงงาน ที่ยังคงค้ำคอให้ฝืนทำต่อไป แบบไม่สามารถแจ้งให้ภาครัฐได้ทราบถึงการปิดตัวอย่างแท้จริง เพราะชื่อของโรงงานจะต้องเสียออกไป หากมีการประกาศว่าจะปิดตัวลง

"ในพื้นที่ จ.ลำปางนั้น มีโรงงานเซรามิกทุกขนาดได้ปิดตัวลงจากปัญหาทุกเรื่อง ที่แบกรับต้นทุนไม่ไหว จนถึงปัญหาค่าแรง 300 บาท ไปเป็นจำนวนหลายแห่ง แต่เจ้าของโรงงานเซรามิกทั้งหมด จะไม่ประกาศให้สังคมได้รับรู้โดยทั่วไป เพราะหากประกาศให้เห็นเด่นชัด จะเกิดปัญหาตามมา ในเรื่องการตรวจสอบภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากร ฉะนั้นแต่ละโรงงานที่ไม่ไหว จึงต้องปิดตัวลงอย่างเงียบๆ พวกเราชาวเซรามิกรู้ตัวกันดีว่า มรสุมชีวิตและสัญญาณเจ๊งได้คืบคลานเข้ามา ตั้งแต่ราคาก๊าซ LPG ในภาคอุตสาหกรรม ได้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และทุกคนก็รอวันระเบิดเวลา จากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทอีกเช่นกัน"

"อิทธิภูมิ" ทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาเสียงคัดค้านของชาวเซรามิกใน จ.ลำปาง เชื่อมั่นว่าถึงหูของรัฐบาลอย่างแน่นอน แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะยับยั้งนโยบายประชานิยมนี้ได้ จึงส่งผลพ่นพิษอย่างหนักหน่วงให้กับผู้ประกอบการและแรงงานเซรามิกอยู่ไม่ได้ ก็ต้องปิดหนังชีวิตเรื่องนี้ลงไปแบบไม่สวยงามมากนัก โดยที่ยังมีโรงงานเซรามิกทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมธุรกิจการค้า รอวันปิดตัวลงกับหนังชีวิตเรื่องนี้ อย่างที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

"ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล อนุรักษ์ช้างไทยให้ลือโลก" นี่คือคำขวัญจังหวัดลำปาง เมืองล้านนาใจกลางภาคเหนือ ซึ่งเป็นเมืองดินขาวผลิตเซรามิกชั้นดีที่สุดในประเทศ สร้างชื่อเสียงก้องไกลไปถึงต่างแดน

"เซรามิก" หรือเครื่องปั้น ถูกระบุอยู่ในอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของคำขวัญที่ว่า "เครื่องปั้นลือนาม" แต่เมื่อมรสุมชีวิตหนักขึ้น โรงงานเซรามิกจะทยอยปิดลง เหลือเป็นเพียงตำนานในเร็ววันนี้หรือไม่!?!

ต้องจับตาติดตามกันต่อไป...





ที่มา มติชนรายวัน