ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ถอยการเมือง รุก 2 ล้านล้าน

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 06 ก.พ. 2556 เวลา 16:15:11 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


เมื่อวาระการเมืองทุกวาระถูกถอด-ถอยออกจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี

แม้มีความจำเป็นจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอย่างยิ่ง กว่าจะยิงตรงเข้าพิจารณา

เพราะทั้งฝ่ายพรรคเพื่อไทย และนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เห็นตรงกันว่า ต้องพิจารณาสำแดงผลงานด้านเศรษฐกิจให้เป็นที่ประจักษ์ในวาระนี้

วาระที่พระราชบัญญัติเงินกู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นรูปธรรม เพื่อต่ออายุให้รัฐบาล ต่อขาให้วาระเพื่อไทยครองอำนาจยาวกว่า 1 วาระ

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาพิเศษกับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้มีคอนเน็กชั่นพิเศษ เข้านอก-ออกในได้ในฝ่ายอำมาตย์ และฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เขาต่อยอด อธิบายเส้นทางการใช้เงิน แผนงานและการณ์ใหญ่ของโครงการ 2 ล้านล้าน

- หลังจากนายกฯประกาศเดินหน้าแผนการลงทุน รัฐบาลจะขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จอย่างไร

เมื่อท่านนายกฯประกาศเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ ในระดับกระทรวงต้องเร่งทำแผนปฏิบัติการทั้งหมดให้เกิดเป็นรูปธรรม ในส่วนคมนาคมก็คือแผนปฏิบัติการ 2 ล้านล้านบาท ในเรื่องระบบราง ระบบขนส่ง การบริหารและเชื่อมต่อเส้นทางจุดที่ขาดหายไป (missing link)

ในส่วน 2 ล้านล้านบาท เราจะทำเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เสนอต่อรัฐสภา ต้องมาดูกันให้ละเอียดว่ายุทธศาสตร์คืออะไร และรายละเอียดโครงการสะท้อนตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้หรือไม่ และด้วยความที่ท่านเป็นนักธุรกิจเก่าก็เล็งเห็นว่าการใช้เงินต้องถูกประเภท การลงทุนระยะยาวก็ต้องมีผลตอบแทนกลับมาให้คนเห็นชัดในระยะยาวด้วย ฉะนั้นถามว่าทำไมต้องกู้ ก็อธิบายเลยว่าหากใช้งบประมาณปกติก็จะมีการเจียดงบประมาณในแต่ละกระทรวงออกไปอีก แผนที่วางไว้ก็จะผิดกันหมด เราถึงต้องกู้เพื่อการลงทุน ซึ่งมันคุ้มค่า เพราะมันจะมีรายได้จากการค้าขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ที่เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

ส่วนวินัยการเงินการคลังก็ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านกิตติรัตน์ (ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง) ก็บอกชัดว่า หนี้สาธารณะจะไม่สูงเกิน 50% ของจีดีพี ซึ่งเรียกว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลกที่ต้องลงทุนเยอะ ๆ

- ตอนนี้เรียกได้ว่า รายละเอียดเรื่องแผนปฏิบัติการเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว

จะเรียกว่าเสร็จก็ไม่จริงเสียทีเดียว บางโครงการเป็นแค่แนวความคิด แต่ยังไม่มีใครมาประเมินทั้งโครงการว่าสามารถเชื่อมต่อทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน-กลุ่มจังหวัดได้หรือไม่ มันไม่ใช่ว่าจะมีรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่แล้วจบกัน ต้องมองถึงว่าใครจะมาเชื่อมกับเรา เอารางหรือเส้นทางไหนมาเชื่อม และท่านมองไกลไปแล้วว่า เมื่อถึงตรงนั้นจะทำมาค้าขายอะไร นั่นคือภาพรวมที่รัฐบาลอยากเห็น

มันง่ายที่ใครจะบอกว่าเราลากเส้นกันไว้แล้วเดินหน้าทำได้เลย แต่ท่านอยากให้ทำการบ้านให้ชัด เพราะเมื่อกู้เงินและลงทุนไปแล้ว เส้นทางไปหยุดที่สถานี ก. แต่มันไม่มีอะไรมาขาย ไม่มีอะไรมาขนส่ง ไม่มีอะไรมาเชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ เราเสียเครดิต เงินลงทุนมันก็สูญเปล่า ถึงต้องวางแผนกันให้ดี ตอนนี้เรามีลิสต์โครงการครบแล้ว เหลือแต่การถกเถียงเพื่อทบทวนให้เกิดความแน่ใจก่อน

- หมายความว่าแผนลงทุนอาจต้องเลื่อนเวลาออกไปเพื่อปรับปรุงรายละเอียดก่อน

อย่างน้อยต้องมีคอนเซ็ปต์ ต้องมีแนวคิดให้ชัด ผมว่าไม่ช้าไปกว่าที่วางไว้เท่าไร คุณคิดดูถ้าเราจะเดินไปขอเงินจากสภา 2 ล้านล้านบาท เราเองก็ต้องมีคำตอบที่ตอบประชาชนให้ชัดด้วย

ผมเห็นใจหน่วยงานรายกระทรวงเหมือนกัน เขาตั้งแท่นโครงการมีความสมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อนายกฯมานั่งหัวโต๊ะ ต้องมองภาพรวมให้ครบ เมื่อรายละเอียดยังไม่ครบ ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารปกติที่ต้องทำให้สมบูรณ์ก่อน ผมว่าดีเสียอีก ดีกว่าใครเสนอโครงการมาแล้วนายกฯเซ็นทันที เดี๋ยวมีปัญหาภายหลัง เพราะต้องประเมินกันด้วยว่า เมื่อแผนลงทุนเดินหน้าจะมีคนที่โจมตีรัฐบาลเรื่องผลประโยชน์อีกเยอะ ดังนั้นรายละเอียดต้องอธิบายได้

- ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเสนอ พ.ร.บ.ให้ทันสมัยประชุมนี้

เราก็ตั้งเป้าไว้ให้ทันเหมือนกัน หากช้ากว่านี้อีกสมัยหนึ่ง กว่าจะเริ่มโครงการกันอีกทีก็ปีหน้า ตัวสะท้อนความเชื่อมั่นก็ลดลง อย่างน้อยที่สุดต้องผ่านสมัยประชุมนี้ในวาระที่ 1 เพราะช่วงไตรมาส 2-3 ในปีนี้เราไม่ค่อยห่วง มันมีเงินในส่วนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทลงสู่ระบบ จากนั้นก็จะมีความต่อเนื่องในส่วน 2 ล้านล้านบาทพอดี ภาพการลงทุนก็เริ่มตั้งแต่กลางปี"56 เป็นต้นไป ภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศก็จะชัดเจน

ตอนนี้หลายคนอาจถือเงินเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่มันมาเป็นเงินเร็วไปเร็ว เราก็ไม่ค่อยแฮปปี้ ถ้าโครงการออกมาชัด มีความพร้อมพอ นักลงทุนก็อยากมาลงทุน ถ้าเป็นอย่างนั้นบางโครงการอาจไม่ต้องกู้ก็ได้ อาจจะกลายเป็นโครงการร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP) เพราะมีข่าวว่าท่านกิตติรัตน์เตรียมลิสต์รายการโครงการสำรองไว้เพื่อถอด-บรรจุโครงการใหม่ได้ทันที

- เมื่อแผนลงทุนเริ่มขับเคลื่อน ประชาชนจะเริ่มเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับเมื่อไร

มันสัมผัสได้ทันที อย่าลืมว่าเมื่อเริ่มก่อสร้างก็เกิดการจ้างงาน เกิดการสร้างรายได้ตั้งแต่วันแรกที่โครงการอนุมัติ และผมยกตัวอย่าง หากเศรษฐกิจนอกประเทศซบเซา แต่พวกเขามีเงินลงทุนเหลือเยอะ เราบอกว่าบาง sector เช่น การส่งออกอาจจะอ่อนแอลง แต่มี sector ในประเทศคอยรองรับการจ้างงาน มีรายได้ที่หมุนเวียนที่จะสนับสนุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เศรษฐกิจมันก็ไปต่อได้

- กล่าวได้ว่าแผนลงทุนรัฐบาลมีแต่ได้ไม่มีเสีย

เรามองว่าจะเสมอตัวหากเศรษฐกิจโลกซบเซา แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกดีขึ้นเราก็มีแต่กำไร เพราะการลงทุนจะมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับเรา นี่ขนาดเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้นักท่องเที่ยวจีนยังมาเที่ยว หากนักท่องเที่ยวยุโรปกลับมาอีกมันก็ทำให้ประเทศเราไปได้ไกลกว่านี้

- จากในอดีตหลายเมกะโปรเจ็กต์มักจะหยุดลงทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่ อะไรคือตัวแก้ปัญหาตรงนี้

กลไกอีกอันหนึ่งของแผนลงทุน 2 ล้านล้านบาท คือ เราจำเป็นต้องตราเป็นกฎหมาย เพราะเมื่อเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่ เขาอาจมีแนวคิดอย่างอื่น เราถึงต้องทำเป็นเงินกู้ ออกเป็น พ.ร.บ. ระบุรายโครงการให้ชัด ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องทำให้จบ

ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลนี้ทำไม่ได้ ก็คงไม่มีรัฐบาลไหนทำได้ เรามีเสียงในสภาเกินครึ่ง ผมถึงบอกว่าจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลนี้ก็สู้กันในระบอบรัฐสภา อย่ามาทำให้สะดุดนอกระบบ และท่านนายกฯย้ำเสมอว่าคนที่สำเร็จไม่จำเป็นต้องชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะผมไม่แน่ใจว่าหลายโครงการต่อให้ท่านเป็นอีก 4 ปีมันอาจไม่เสร็จก็ได้

ท่านถึงย้ำกับพวกเราเสมอว่า "ไม่จำเป็นที่ดิฉันจะต้องอยู่ถึง 8 ปี โครงการถึงจะสำเร็จ แต่วันนี้ต้องทำให้ดีที่สุด ปูพื้นฐานให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นประโยชน์ของลูกหลานเรา หากทำได้ดี ประชาชนยอมรับ

ใครมาเป็นรัฐบาลต่อก็ต้องเดินหน้าต่อแน่นอน"

- จำเป็นต้องสร้างองค์กรกลางเข้ามารับผิดชอบหรือไม่

ก็เป็นเรื่องที่ท่านกิตติรัตน์ และท่านชัชชาติ (สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม) ต้องพูดคุยกัน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป มันเป็นแนวความคิดที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ตอนนี้ท่านนายกฯอยากดูเรื่องโครงการให้จบก่อน

บางทีรูปแบบโครงการอาจจะไม่เสร็จสมบูรณ์ภายในรอบเดียวเหมือนกับเรื่องบริหารจัดการน้ำ ที่เปลี่ยนระเบียบ แก้ระบบ สุดท้ายมาอยู่ในสำนักปลัดสำนักนายกฯที่มีรวมกำลังกันมากขึ้น ในที่สุดอาจจะเป็นกระทรวงน้ำ องค์กรมหาชนหรือไม่ก็ว่ากันไป

- โครงสร้างบริหารจัดการน้ำอาจใช้เป็นโมเดลเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

ในความเห็นของผมที่นั่งอยู่ในทุกวงประชุม อาจจะแตกต่างกันที่รายละเอียด เรื่องก่อสร้างคงไม่ผิดกันเท่าไร เพียงแต่เงื่อนไขในการประเมินผลงานคงต้องมาดูกันว่าต้องเหมาะสมเนื้องานนั้น

สุดท้ายก็ต้องเป็นหน่วยราชการที่เข้ามารับผิดชอบแต่โครงการนี้อาจมีความหลากหลายมากกว่าส่วนใหญ่อยู่ในกระทรวงคมนาคม วิธีการจะเป็นอย่างไร ก็ต้องดูว่าท่านชัชชาติจะคิดโมเดลไหน ต้องให้ท่านคิดและมาคุยกับท่านนายกฯให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง เพราะโมเดลน้ำเราต้องตอบโจทย์ความเร่งด่วน

- หลังจากนี้อะไรคืออุปสรรคของแผนการลงทุน

ท่านนายกฯไมค่อยกังวลเรื่องเศรษฐกิจนัก แน่นอนว่าเรื่องการบริหารจัดการ การเงิน ระดับหนี้ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นก็เป็นการบริหารเชิงมหภาค ท่านนายกฯคิดว่าเราทำได้ ทีมงานเราแข็งแรงพอ

แต่สิ่งที่พูดกันเสมอคือ ไม่อยากให้มีความเสี่ยงทางการเมือง ไม่มีใครมาประท้วงจนเกินความเสียหาย ความรุนแรง ทุกอย่างอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ตรงนี้ถือว่าความเสี่ยงทางการเมืองต่ำ อาจจะมีการถกเถียงทางความคิดบ้าง มีเรื่องคดีความที่เดินหน้าตามปกติ แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามระบบ กระบวนการยุติธรรมโปร่งใส มีระบอบประชาธิปไตย มีรัฐสภาที่ทะเลาะกันในระบบ แบบนี้ก็โอเค

เมื่อการเมืองนิ่ง ความเสี่ยงทางการเมืองต่ำ เราก็สามารถบริหารจัดการเศรษฐกิจได้ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศได้ สร้างความเจริญเติบโตใหม่ ๆ การลงทุนก็จะเกิดขึ้น

- ดังนั้นกลางปี"56 เป็นต้นไป น้ำหนักในส่วนการเมืองจะลดลงน้อยกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ก็ไม่เสียทีเดียว หากต่างชาติมองว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย หลายเรื่องที่เราผลักดันมันเป็นเรื่องของความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม อยากให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย ทั้งหมดทำให้ต่างชาติมั่นใจเรามากขึ้น

- แต่ 1 ปีกว่าของรัฐบาล เมื่อไรที่เดินหน้ากระบวนการก็มักจะมีปัญหา

นั่นคือหนทางประชาธิปไตย ท่านนายกฯมองเรื่องนี้ตลอด ผมยกตัวอย่าง นิรโทษกรรม ในหลักการท่านก็เห็นใจและเห็นด้วย แต่วิธีการต่างหากที่ยังต้องตกผลึก ยังมีข้อเสนอหลายกลุ่ม ต่างคนต่างมีข้อดีข้อเสีย รัฐธรรมนูญก็ยังมีข้อเสนอที่หลากหลาย ท่านนายกฯจึงบอกว่า ก็ต้องเอากลับไปถกเถียงกัน ใช้เวทีรัฐสภา เวทีสัมมนา เวทีเสวนา คุยกันให้ตกผลึกว่าทำแล้วมีประโยชน์ และกระบวนการจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าท่านนายกฯใจกว้าง ถ้าทำตรงไหนแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ผมเชื่อว่าท่านก็พร้อมจะผลักดัน

- หมายความว่าการขับเคลื่อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ปรองดอง นิรโทษกรรม อาจจะล่าช้าออกไปอีก

แบบนี้จะดีกว่า เพราะถ้าเร่งไปแล้วเกิดความขัดแย้ง ถึงขั้นมาถกเถียงบนถนน เกิดความรุนแรง มันก็เสียระบบเศรษฐกิจแบบที่เราคุยกันตั้งแต่แรก หากการเมืองขัดแย้งอีก ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเราไม่ได้สร้างไว้ให้ประชาชน เกิดความผันผวนเศรษฐกิจโลก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มขึ้นอีก ประเทศก็ไปกันใหญ่ ปัญหาก็จะแรงขึ้นไปอีก หากความยุติธรรมทางการเมือง-เศรษฐกิจ โอกาสทางเศรษฐกิจ-การเมือง ทั้งหมดไม่ได้รับเท่าเทียมกัน มันก็จะกลายเป็นวังน้ำวนที่ไหลลงไปอีก

หากเราหยุดมันได้ หรือชะลอมันเอาให้ชัวร์ Slow but Sure มันต้องทำให้ทุกคนเห็นตรงกันก่อน เหมือนวันนี้เรื่องนิรโทษกรรม ถ้าพูดเมื่อ 2 ปีก่อนอาจจะตีกันไปแล้ว แต่วันนี้ฝ่ายค้านเริ่มบอกว่านิรโทษกรรมได้ แต่เงื่อนไขต้องเป็นแบบอย่าง เราก็เริ่มเห็นแล้วว่าเราเริ่มพูดภาษาเดียวกันแล้ว เหลือแต่เรื่องวิธีการ เรื่องมุมมอง ตรงนี้ต้องไปถกเถียงกันให้จบ ผมถึงบอกว่า การลดความเสี่ยงทางการเมืองทุกคนเริ่มเห็นตรงกัน วันนี้ถามคนทั้งประเทศว่าอยากเห็นคนไทยตีกันอีกหรือ ก็ไม่มีใครอยากเห็นอีกแล้ว

เรื่องนี้ต้องใช้เวลานะครับ สิ่งที่มันขัดแย้งกินเวลามา 5-6 ปีแล้ว จะให้ใช้เวลา 1 ปีกว่าที่ท่านนายกฯเริ่มเปิดประตูระบอบประชาธิปไตยให้กลับมาจะทำเสร็จทันทีไม่ได้ มันก็ต้องใช้เวลาหน่อย