ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำเนียบแท็กทีม...เดินเกม เขย่าเก้าอี้ผู้ว่า ธปท.?

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 10 ก.พ. 2556 เวลา 22:30:29 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประเด็นความเห็นแตกต่างเป็น 2 ขั้ว 2 ข้าง จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง "รัฐบาล" กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสกัด "เงินร้อน" ที่เข้ามาเก็งกำไรทั้งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ จนทำให้เงินบาท "แข็งค่า" อย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากฟากรัฐบาลต้องการให้ ธปท.ดำเนินนโยบาย "ลดดอกเบี้ย" ขณะที่ทางนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ผู้ว่าการ ธปท. ยังมีความเป็นห่วงว่า การลดดอกเบี้ยจะทำให้เกิดผลกระทบในการกระตุ้นให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

กระทั่งล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการ ธปท. เพื่อให้บอร์ด ธปท.รับทราบภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หากทำให้ประเทศเสียหายจากการดำเนินนโยบายการเงิน กดดันให้ ธปท.เร่งออกเครื่องมือทางด้านการเงินสกัดเงินร้อนที่ไหลท่วมตลาดเงิน-ตลาดทุนขณะนี้

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลวิเคราะห์กรณีปัญหาค่าเงินบาทแข็ง และท่าทีฝ่ายรัฐบาล ทั้ง ดร.วีรพงษ์ที่สวม 2 หัวโขน ทั้งประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี และนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) อีกข้างหนึ่งเป็นประธานบอร์ด ธปท. เห็นได้จากการส่งสัญญาณจากทำเนียบรัฐบาล โดยนายกิตติรัตน์ ถึงประธานบอร์ดแบงก์ชาติ มีการรับลูกกันได้อย่างดี

พร้อมกันนั้น ดร.โกร่งได้ออกมาเปิดเกมถล่มการทำงานของผู้ว่าการ ธปท. โดยเฉพาะกรณีการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยสูง ทำให้ ธปท.มีเงินกองทุนติดลบสูงถึง 5.3 แสนล้านบาท

โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีท่าทีที่แข็งกร้าว ใช้เครื่องมือคนละด้านคนละเรื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะลงเอยกันได้ในเร็ววัน

นอกจากนายวีรพงษ์, นายกิตติรัตน์ ยังมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกฯ ที่วิจารณ์การทำงานของ ธปท.อย่างหนักว่า อาจประเมินสถานการณ์เงินร้อนผิด และคิดว่าเป็นเพียงปัญหาชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่มีมาตรการรับมืออย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้คำปรึกษารัฐบาลในฐานะเป็นลูกค้ารายที่หนึ่งของ ธปท. ที่สำคัญรัฐบาลไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปแก้ปัญหาทางการเงิน เพราะถูกลิดรอนสิทธิตั้งแต่มีการแก้ไขกฎหมาย ธปท.เมื่อหลายปีก่อน

ข่าวจากวงในระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองและเทคโนแครตในทำเนียบ ได้ปรึกษาหารือกันในประเด็นที่ว่า จะมีการปลดผู้ว่าการ ธปท.หรือไม่

วาระนี้ ความคิดเห็นถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกที่ปรึกษาทางการเมืองต้องการให้ปลดผู้ว่าการ ธปท. โดยยกเหตุการณ์ยุคที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นผู้ว่าการ ธปท. ที่ถูกแต่งตั้งมาจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อถึงยุครัฐบาลไทยรักไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ และมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 377 เสียง การเมืองมีเสถียรภาพ จึงไม่มีปัญหาเศรษฐกิจแทรกซ้อน ประกอบกับมีการหยิบยกปัญหาการขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงิน ที่ทำให้ ธปท.ขาดทุนถึง 4 แสนล้าน ดูเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักในการปลด-กดดันผู้ว่าการ ธปท.ได้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ฝ่ายเทคโนแครต-ข้าราชการระดับสูงมองว่า การปลดผู้ว่าการ ธปท.นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังจะเพิ่มปัญหาทางการเมืองซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจให้หนักขึ้น อีกทั้งขณะนี้จำนวนเสียงของฝ่ายรัฐบาลแม้จะมากพอ แต่ไม่ถึงกับมั่นคงมากนัก ควรผลักปัญหาให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกมาตรการแก้ปัญหามากกว่าฝ่ายเทคโนแครตไม่ให้น้ำหนักการแก้ปัญหาด้วยการปลดผู้ว่าการ ธปท. เพราะนอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังอาจเกิดความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองเพราะหากมีการปลดผู้ว่าการ ธปท. จะส่งผลให้เกิดการตีความคำว่า "ความผิดขั้นรุนแรง" ของผู้ว่าการ ธปท. มีเหตุอันสมควรแก่การถูกปลดหรือไม่ อาจทำให้วุฒิสมาชิกเข้าชื่อเสนอให้ถอดถอนนายกฯ และ รมว.คลัง นำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างศาลกับฝ่ายรัฐบาลอีกครั้ง

ประกอบกับรัฐบาลต้องการใช้ ธปท.เป็นเครื่องมือในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง (SWF) หากเกิดกรณีปลดผู้ว่าการ ธปท.จะทำให้ปัญหาบานปลาย จัดตั้งกองทุนไม่สำเร็จด้วย

เมื่อแกนนำรัฐบาลชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ด้านจึงมีความเห็นว่า จะยังไม่มีการปลดผู้ว่าการ ธปท.ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่จะใช้วิธีการและเครื่องมือทุกประเภทที่กฎหมายเอื้อ กดดันต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้เครดิตและความชอบธรรมในการนั่งผู้ว่าการ ธปท.ลดน้อยลงด้วย