ประชาชาติธุรกิจ
เอชอาร์-ซีเอสอาร์-การศึกษา

วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

มองนโยบายด้านการศึกษา (ว่าที่) ผู้ว่าฯ กทม.ใครเอ่ย...โดนใจ ?

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 13 ก.พ. 2556 เวลา 11:36:54 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อีกไม่กี่อึดใจจะถึงเวลาที่คนกรุงเทพฯต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีการกำหนดให้เป็นวันที่ 3 มีนาคม 2556 ตามตำแหน่งที่ว่างลงจากการลาออกของ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ก่อนครบวาระในวันที่ 10 มกราคม 2556 โดยชาวกรุงเทพฯมีตัวเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทั้งหมด 25 คน มาประชันหาเสียงตามนโยบายของตนเองตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ และในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อนำเสนอนโยบายที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีชาวกรุงเทพฯมีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 4,333,157 คน

นอกเหนือจากนโยบายด้านสังคม สิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ปัญหาต่าง ๆ นโยบายการศึกษาเป็นอีกหนึ่งด้านที่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ให้ความสำคัญ "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมนโยบายด้านการศึกษาจากการหาเสียงและเผยแพร่ผ่านสื่อของผู้สมัคร 5 ตัวเต็ง โดยเรียงตามลำดับเบอร์ประจำตัวของผู้สมัคร ดังนี้

"พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" ผู้สมัครเบอร์ 9 ท่านนี้ยังไม่ได้ชูนโยบายด้านการศึกษาสำหรับเด็กมากนัก แต่พุ่งเป้าไปที่การดูแลเด็ก ๆ ให้พ้นจากปัญหายาเสพติดด้วยการสานต่อและขยายโครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานคืน และทำให้โรงเรียนในสังกัด กทม.เป็นโรงเรียนสีขาว รวมถึงการจัดตั้งให้โรงพยาบาลในสังกัด กทม.เป็นศูนย์ฟื้นฟูบำบัดผู้ติดยาเสพติด โดยให้บริการแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังมีการมอบโอกาสในการสร้างอาชีพของนักธุรกิจรุ่นใหม่ โดยมีนโยบายปรับปรุงย่านการค้าให้เป็น SMEs Center เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจรุ่นใหม่มีโอกาสค้าขายในกลุ่มประเทศอาเซียน และธุรกิจระดับโลก ฉะนั้น จึงต้องจับตาดูว่าโค้งสุดท้ายของการหาเสียงจะมีนโยบายการศึกษาแบบไร้รอยต่อ มาลดความเหลื่อมล้ำบ้างหรือไม่

"โฆสิต สุวินิจจิต" ผู้สมัครเบอร์ 10 มีนโยบายด้านการศึกษาชัดเจนที่จะปั้นให้กรุงเทพฯเป็นมหานครชั้นนำของอาเซียน โดยมีนโยบายยกระดับโรงเรียนของ กทม.ให้มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้วยการจัดทำระบบถ่ายทอดสด ระบบการศึกษาผ่านโทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยประสานความร่วมมือกับโรงเรียนที่มีความพร้อม และการจัดตั้งโรงเรียนสาธิต กทม.เพื่อให้เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้มาเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพในรูปแบบของโรงเรียนประจำ

สำหรับด้านการยกระดับความรู้ของประชาชน ผู้สมัครท่านนี้มีนโยบายเปิดฟรีไวไฟ 24 ชั่วโมง ขนาด 20 เมกะไบต์ และเปิดบริการห้องสมุดประชาชนในสังกัด กทม. รวมทั้งเปิดศูนย์อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้สำหรับคนกรุง 24 ชั่วโมง

ขณะที่คนกรุงเทพฯตัวจริง เกิด เรียน โต ทำงาน อยู่ รู้ปัญหา อย่าง "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส" ผู้สมัครเบอร์ 11 มีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเช่นเดียวกัน ซึ่งมีการสะท้อนถึงปัญหาของโรงเรียนในสังกัดของ กทม.ว่ายังขาดสื่อการเรียนการสอน และต้องการการสร้างเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นคนดี

มีความรู้และมีคุณธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รวมถึงการเชื่อมโยงโรงเรียนกับชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีนโยบายสร้างสวนสาธารณะในโรงเรียนสังกัด กทม.ทุกแห่ง และการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่คนกรุงเทพฯ

สำหรับนโยบายด้านการศึกษาของอดีตผู้ว่าฯ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ที่กลับมาลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยในเบอร์ 16 ซึ่งดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างเด่นชัด โดยมีนโยบายสร้างมหานครแห่งการเรียนรู้ ด้านการศึกษาของเด็ก กทม.ในสโลแกน "อิ่มท้อง สมองดี มีวินัย เรียนดี"

จึงมีนโยบายให้เด็กในสังกัด กทม.ได้ทานอาหารเช้าฟรี ได้เรียนในหลักสูตรมาตรฐานโดยจะร่วมกับติวเตอร์ในโรงเรียนกวดวิชาเพื่อจัดทำติวเตอร์ออนไลน์ จัดกระบวนการเรียนการสอนให้เด็กสามารถค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และมีจริยธรรม สร้างเสริมความสามารถทางคอมพิวเตอร์ ส่วนด้านภาษามีนโยบายเพิ่มโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ 100 แห่ง และโรงเรียนสอนภาษาอาหรับ 16 แห่ง พร้อมเปิดให้เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายรวมถึงสานต่อโครงการเดิม เช่น โครงการเพิ่มทักษะทางดนตรี โครงการแลกเปลี่ยนครู โครงการห้องสมุดเพื่อการศึกษา โครงการโตไปไม่โกง ฯลฯ เพื่อเตรียมคนให้พร้อมสู่การเปิดประชาคมอาเซียน จึงดูเหมือนว่าน่าจะเป็นผู้สมัครอีกท่านที่รักการศึกษาและพร้อมร่วมสร้างการศึกษาให้กับคนกรุงเทพฯอย่างยิ่ง

มาถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.คนสุดท้ายที่เลือกมานำเสนอ คือ "สุหฤท สยามวาลา" ผู้สมัครหมายเลข 17 นโยบายการศึกษาที่นำเสนอนั้นมีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การเร่งปรับเปลี่ยนการศึกษาให้ทันก่อนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตั้งแต่หลักสูตรที่ใช้ในการเรียนการสอนที่ยังเป็นแบบเก่า ปรับการสอนที่ไม่เน้นแต่การท่องจำ เปลี่ยนข้อสอบที่ไม่เน้นถูกผิด เพิ่มทางเลือกพัฒนาสมองและจิตใจ

เพื่อสร้างให้เด็กคิดเป็น และมีทัศนคติที่ดี ไปจนถึงระบบการสรรหาครูที่ดี มีความสามารถ และการดูแลคุณภาพชีวิตของครู โดยเริ่มจากโรงเรียนในสังกัด กทม. ซึ่งอยู่ในอำนาจที่ผู้ว่าฯจะสามารถทำได้ ดังนั้น หาก "สุหฤท" ทำได้อาจได้เห็นเขาสร้างเซอร์ไพรส์ด้านการศึกษาให้กับคนกรุง

ในวันที่ประเด็นการศึกษายังเป็นปัญหาระดับชาติ ขณะที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้ใหม่ ๆ และแหล่งเรียนรู้หลากหลาย

ทั้งยังมีความเคลื่อนไหวเร็ว จึงไม่แน่ว่านโยบายการจัดการศึกษา และการเรียนรู้ในกรุงเทพฯอาจกลายเป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้เพื่อขยายโมเดลไปสู่ระดับประเทศได้ แต่เราต้องได้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีนโยบายด้านการศึกษาเฉียบแหลม และสามารถทำได้จริง !