ประชาชาติธุรกิจ
AEC เปลี่ยนประเทศไทย

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ต่อศักดิ์ โชติมงคล "ไม่คิดจะชนะบุหรี่นอก แค่ต้องรักษาตลาด"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 05 มี.ค. 2556 เวลา 16:50:30 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์



ธุรกิจบุหรี่ของไทย ที่ดูแลโดยโรงงานยาสูบ ภายใต้กระทรวงการคลัง เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากการเปิดเศรษฐกิจประชาคมอาเซียนในปี 2558 โรงงานยาสูบ เปิดทรรศนะถึงการ "ตั้งรับ" และสู้กับการรุกของทุนข้ามชาติในอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต "ประชาชาติธุรกิจ" ได้โอกาสสัมภาษณ์ "ต่อศักดิ์ โชติมงคล" ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ถึงสถานการณ์ธุรกิจบุหรี่ในไทย และการตั้งรับของอุตสาหกรรมในอนาคต

- สถานการณ์ธุรกิจบุหรี่ไทย

ปี 2555 บุหรี่ไทยมีสัดส่วนครองตลาด 76% ไม่รวมบุหรี่หนีภาษีและบุหรี่มวนเอง อีก 24% คือบุหรี่ต่างชาติ ขณะนี้เรากำลังสู้กับกลุ่มทุนธุรกิจบุหรี่ขนาดใหญ่มาก ใหญ่ระดับโลก ทั้งฟิลลิป มอร์ริส, บริติช อเมริกัน โทแบ็กโค และแจแปนนีส อินเตอร์เนชั่นแนล โทแบ็กโค ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่คือ บุหรี่ "Connect" ซองละ 54 บาท ลูกค้าเป็นกลุ่มตลาดกลางและล่าง

3-4 ปีที่ผ่านมา นับแต่มีการลดภาษีการนำเข้าบุหรี่ ภายใต้ข้อตกลง AFTA มาอยู่ที่ 0% ระหว่าง 4 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ทุนต่างชาติขนาดใหญ่ก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่ฟิลิปปินส์ แล้วส่งสินค้าเข้ามาประเทศแถบนี้ เพื่อใช้โอกาสในการที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

ที่ผ่านมา บุหรี่ต่างประเทศเติบโตมากตั้งแต่ปี 2535 และในปีเดียวกันนั้น โรงงานยาสูบประสบปัญหาเจอกลุ่มทุนใหม่เข้ามา และเผชิญกับการควบคุมการสูบบุหรี่ในประเทศ นับแต่นั้นมากระทั่งปัจจุบันเป็นเวลา 25 ปี การเติบโตของผลิตภัณฑ์โรงงานยาสูบลดลงเฉลี่ยปีละ 1% จนถึงปัจจุบันก็ลดลงไปแล้ว 25% ส่วนบุหรี่ต่างประเทศโตเฉลี่ยปีละ 20-30% นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนเดียวของภาคอุตสาหกรรมใหญ่ไทยทั้งระบบในยุคการเปิดเสรีทุนและการค้าของเออีซี เราต้องหาทางแก้

- จะรับมือกับสถานการณ์อย่างไร


ต้องมองอย่างแท้จริงว่า การเปิดเสรีทุนและการค้าของเออีซีก็มีทั้งบวกและลบ แต่ปัญหาที่แท้จริงของการได้รับผลกระทบคือ โรงงานยาสูบกำลังสู้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ใหญ่มาก ๆ เรียกได้ว่าเทียบชั้นกันไม่ได้เลย กลุ่มทุนต่างชาติใหญ่ ๆ ระดับโลกขนาดนั้น มีกำไรมากกว่างบประมาณประเทศเราก็ว่าได้

โรงงานยาสูบเป็นของรัฐ มีเงินทุน แต่ยังมีกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัด การตั้งงบประมาณต้องตั้งล่วงหน้า 2 ปี ซื้อเครื่องไม้เครื่องมืออีก 1 ปี การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 1 ชิ้นใช้เวลาถึง 3 ปี ตลาดเคลื่อนไปแล้ว เราจึงสู้ไม่ได้

ดังนั้น การแก้ไขกฎระเบียบที่ทำให้ช้าจึงเป็นจุดที่ต้องทำก่อนอื่น ต้องเกิดการรวมศูนย์หน่วยงานที่ช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศทุกสาขา ต้องบูรณาการงานจะได้รวดเร็วขึ้น

ตอนนี้ก็พูดไม่ได้ว่าเราแข่งกับกลุ่มทุนบุหรี่ต่างชาติ เพราะขนาดธุรกิจของเขาเติบโตเกินกว่าที่เราจะไปแข่ง เขาโตขึ้นเฉลี่ยกว่า 20% เราตามไม่ทันแล้ว หากเป็น 5-10% ยังพอเรียกได้ว่าแข่งกัน หน้าที่ขณะนี้คือรักษาตลาดเดิมให้แน่น พยายามขยายตลาดเพิ่ม เพื่อยันไม่ให้ต่างชาติเข้ามารุกตลาดได้มากกว่าเดิม

ข้อเสียเปรียบที่ชัดเจนคือด้านภาษี เนื่องจากการนำเข้าวัตถุดิบของอุตสาหกรรมไทยยังต้องเสียภาษี แต่ผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จรูปแล้วเสียภาษีที่ 0% ตามข้อตกลง AFTA จึงทำให้ต้นทุนบุหรี่ไทยกับต่างชาติต่างกัน เราแจ้งไปทางภาครัฐแล้ว และรัฐก็รับว่าจะแก้ไขให้

- สัดส่วนการเสียภาษีของบุหรี่ไทย

บุหรี่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 60-70% ของต้นทุน ต้องเสียภาษีที่เรียกว่า อบจ. ซึ่งต้องเสียให้แต่ละท้องที่ที่เราขายซองละ 2 บาท นอกจากนี้ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิต ที่ต้องคูณ 2.5% ให้แก่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาษีสรรพสามิต คูณ 1.5% ให้กับทีวีไทย หรือไทยพีบีเอส ยังไม่นับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ ซึ่งโรงงานยาสูบต้องเสียให้แก่ผู้ขายบุหรี่ด้วย รวมแล้ว 80% ของต้นทุนคือภาษี พูดได้ว่า ต้นทุนในการผลิตจริงอยู่ที่ 10% ของราคาขาย ส่วนอีก 10% คือค่าบริหารการขายและการจัดการ ภาษีเงินได้ที่เราต้องเสียให้ร้านค้าที่ขายบุหรี่ เป็นอีกตัวที่ทำให้ต้นทุนบุหรี่ไทยสูง นี่คือจุดอ่อน เมื่อมีต้นทุนภาษีสูงก็สู้ยากหน่อย

- มาตรการรับเออีซีและลดผลกระทบ

ตอนนี้โรงงานยาสูบมีแผนทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อรองรับการรวมเป็นเออีซี ซึ่งเป็นนโยบายระดับรัฐบาล ต้องทำตั้งแต่วันนี้เพื่อสู้กันในอีก 3-5 ปีข้างหน้ามาตรการระยะสั้น คือ ผลิตสินค้าตัวใหม่ โดยเฉพาะในระดับพรีเมี่ยม เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่ม ขณะนี้เรามีแต่ลูกค้าตลาดกลางและล่าง เราจึงควรมีผลิตภัณฑ์ในตลาดพรีเมี่ยม เพื่อชะลอการเติบโตของบุหรี่ต่างชาติ ไม่ได้คิดจะชนะ แต่ต้องรักษาตลาด และขยายมายังสินค้าพรีเมี่ยม นอกจากนี้ต้องปรับปรุงรูปแบบของแพ็กเกจจิ้งให้ทันสมัย มีแบบซองแข็งด้วย ส่วนคุณภาพใบยาก็เก็บบ่ม และจัดหาโกดังมากขึ้น มาตรการระยะกลาง คือ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะย้ายโรงงานสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา

ส่วนมาตรการระยะยาว คือ ลดต้นทุน การผลิต โดยย้ายโรงงานผลิตไปอยู่ใกล้แหล่งปลูกใบยา ทางภาคเหนือของประเทศ

หากเสร็จสิ้นคาดว่าจะผลิตเพิ่มได้อีก 15% ต่อปี ราว 35,000-37,000 ล้านมวน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการออกไปรุกต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งกัมพูชา พม่า ลาว รวมทั้งบางส่วนของมาเลเซียและจีน

- ความคืบหน้าการออกไปรุกต่างประเทศ

เราตั้งคณะกรรมการทำงานรองรับการเปิดเออีซี และเรามีจุดแข็งคือ การทำงานของสำนักงานไร่ยาสูบ จึงเริ่มออกไปทำงานร่วมกับกัมพูชา ลาว พม่า ขณะนี้โครงการเข้าไปสำรวจที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากสุด

อยู่ริมโขง ฝั่งลาว โดยสนับสนุนให้ปลูกพันธุ์เบอร์เลย์ ที่เพิ่งเริ่มทำเป็นโครงการนำร่องเริ่มจาก 5-10 ไร่ โดยเจ้าหน้าที่เข้าไปพัฒนาบุคลากรของต่างชาติด้วย ส่วนในพม่าเริ่มเข้าไปสำรวจพื้นที่แล้ว โดยกำลังศึกษาเรื่องพันธุ์ใบยาที่เหมาะสม รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือ

ทั้งนี้ คาดว่าเวียดนามกับอินโดนีเซียจะไม่ร่วมมือกับเราในเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการปกป้องไม่ให้อุตสาหกรรมและธุรกิจบุหรี่ต่างชาติรุกเข้าไป

- การทำการตลาด ภายใต้ข้อจำกัดรัฐ

ไม่เห็นด้วยกับการโฆษณาทางทีวี แต่เราจะเน้นพัฒนาซัพพลายเชนของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรามีร้านค้าในเครือข่ายเกือบจะใหญ่ที่สุดในประเทศ ร้านขายส่งหรือยี่ปั๊วในระบบอยู่ 273 ราย ร้านขายพ่วงหรือ

ซาปั๊วจำนวน 5,000 ราย ส่วนร้านขายปลีกอีก 500,000 ราย เครือข่ายทั้งหมดที่มีขนาดใหญ่พอที่จะกระจายสินค้าใหม่ หากมีระบบการจัดการที่ดี มั่นใจว่ามีทิศทางการคานตลาดจากต่างประเทศได้แน่

แต่เราก็ต้องระวังกฎกรอบของรัฐ เพราะยังไงก็เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ดี

ปัจจุบันโรงงานยาสูบส่งสินค้าให้แก่ซาปั๊วเท่านั้น แล้วร้านขายส่งก็จะกระจายสินค้าต่อเอง โดยมีเงินหมุนเวียนการกระจายสินค้าต่อปีอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท รวมทั้งเครือข่าย 505,273 ราย เป็นเงินหมุนเวียนกว่า 200,000 ล้านบาท

โรงงานยาสูบไม่มีนโยบายสนับสนุนให้คนสูบบุหรี่ เลิกได้ยินดี แต่ถ้าเลิกไม่ได้ขอให้สูบบุหรี่ไทย มาตรการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ต้องทำทั้งระบบ ถ้าขึ้นราคาจะส่งผลให้มีบุหรี่หนีภาษีมากขึ้น ขณะเดียวกันเส้นยาบุหรี่ชนิดที่ต้องมวนเองก็ขายดีขึ้น เพราะราคาถูกกว่า แต่ไม่ดีต่อสุขภาพผู้บริโภค มาตรการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ทำเฉพาะจุดไม่ได้