ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

"สถิตย์ ไพเราะ" คือใคร ? ทำไมมาอ่าน"จดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ" ?

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 17 มี.ค. 2556 เวลา 20:49:19 น.

โดย อุศนา ทองใบ

ในจังหวะเดียวกันกับกระแสของรายการตอบโจทย์ประเทศไทย ซีรีส์ชุดสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กำลังเป็นที่ฮือฮา และวิพากษ์วิจารณ์กัน เข้ามาสอดรับกับที่คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) , กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล 112, กวีราษฎร์, แสงสำนึก, กลุ่ม 24 มิถุนา, ประชาธิปไตย, iLaw และคณะนิติราษฎร์ จัดงานขยายความรู้ในประเด็น "ศาลกับความยุติธรรมในสังคมไทย" ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ช่วงหนึ่งในงานนี้ มีการอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ โดย นายสถิตย์ ไพเราะ

"สถิตย์ ไพเราะ" คือใคร ???


                            ภาพจาก Facebook : Thiti Driver


นายสถิตย์  ไพเราะ อดีตรองประธานศาลฎีกา ผู้ขึ้นมาอ่าน "จดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ" เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2485 ที่อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี มีพี่น้องจำนวน 3 คน จบการศึกษาปริญญาตรี และโท จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลังจากจบการศึกษา ปีพ.ศ. 2511 เริ่มรับราชการตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษา, ผู้พิพากษาศาลจังหวัดหลายจังหวัด (นครราชสีมา แม่ฮ่องสอน และกบินทร์บุรี) , ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา, ผู้พิพากษาศาลอุธรณ์, ผู้พิพากษาศาลอุธรณ์ภาค 3, รองอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง, ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ตำแหน่งสูงสุดคือ "รองประธานศาลฎีกา" ก่อนเกษียณอายุเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2555 ได้รับตำแหน่ง ผู้พิพากษาอาวุโสศาลเยาวชนและครอบครัว จ.พระนครศรีอยุธยา


ทำไมมาอ่าน "จดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ"


"สถิตย์ ไพเราะ" กล่าวว่า ตนมีความประสงค์ที่จะเป็นตัวแทนมาอ่าน "จดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ" ด้วยสำนึกว่า ตนที่เป็นข้าราชการเกษียณอายุ ปัจจุบันได้รับบำนาญจำนวน 51,000 บาท ถูกหักภาษีจำนวน 4,000 บาท เหลือเงินจำนวน 47,000 บาท ซึ่งทั้งสิ้นทั้งปวงเป็นเงินของราษฎร จึงเห็นว่า ตนมีหน้าที่พัฒนาระบอบประชาธิปไตยสืบไป

"เมื่อผมเป็นผู้พิพากษา พระราชบัญญัติตุลาการ ศาลยุติธรรม กำหนดไว้ในมาตรา 26 บัญญัติว่า ผู้พิพากษาต้องเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตย โดยบริสุทธิ์ใจ และผมก็ปฏิบัติเรื่อยมา

"อีกประการหนึ่ง ต้องขออ้างถึงคำกล่าวของมองเตสกิเออที่ว่า "ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่า ความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือในนามของกระบวนการยุติธรรม" เพราะฉะนั้น ในฐานะที่ยังเป็นสมาชิกสังคมอยู่ แม้จะเกษียณแล้วก็ควรจะปกป้องไม่ให้เกิดความเลวร้ายไปกว่านี้" สถิตย์ ไพเราะกล่าว


จดหมายถึงผู้พิพากษาและตุลาการ

"จดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ"มีใจความบางส่วน ดังนี้

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่มาซึ่งอำนาจรัฐ ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย องค์การตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม และศาลปกครอง ได้มีบทบาทในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยแก่สาธารณชนว่าการใช้และตีความกฎหมายสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามหลักนิติรัฐหรือไม่

เห็นได้จากองค์กรตุลาการนำเอาประกาศของคณะรัฐประหารมาบังคับแก่คดี ทั้งๆ ที่คณะรัฐประหารได้สิ้นอำนาจไปแล้ว ส่งผลให้ผู้ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมหลังการรัฐประหาร เป็นการสานต่อภารกิจของการทำรัฐประหาร เพื่อทำการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนตามวิถีทางประชาธิปไตย

ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะทางหลักการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในทางปฏิบัติด้วย บรรดาบุคคลและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ได้ประโยชน์จากคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกาะเกี่ยวกับการทำการรัฐประหาร ต่างอ้างคำวินิจฉัยคำพิพากษาเหล่านั้นเป็นบรรทัดฐาน ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อเนื่องมาในสังคม


ซึ่งความขัดแย้งเช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากองค์กรตุลาการซื่อตรงต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เห็นได้ชัดจากกรณีการใช้และตีความกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาโดยเฉพาะอัตราโทษที่สูงเกินกว่าเหตุ และการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้เป็นผู้กล่าวโทษ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ไม่ยุติธรรม หากได้ปรับใช้ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยย่อมมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดจากกฎหมายเช่นนั้นได้

แต่ที่ปรากฎต่อสาธารณชน กระบวนพิจารณาคดีม.112 มีข้อที่ไม่น่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ถูกต้อง เช่น ศาลใช้ดุลยพินิจในการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีม.112 ต่างไปจากคดีอื่นที่อัตราโทษใกล้เคียงกัน ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 40 (7) ได้รับรองสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยในการได้รับปล่อยตัวชั่วคราวไว้

และมาตรา 27 สิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ย่อมผูกพันองค์กรของรัฐ ในการตรา การใช้บังคับ และตีความกฎหมายทั้งปวง

หากศาลไม่อนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลต้องให้เหตุผลที่หนักแน่นมั่นคงที่จะปฏิเสธสิทธิในทางรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น แต่จำนวนหลายคำร้องของผู้ต้องหา หรือจำเลยม.112 ศาลไม่ได้ให้เหตุผลโดยการชั่งน้ำหนักสิทธิในทางรัฐธรรมนูญ และหลายกรณี ศาลได้กล่าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ โดยกำหนดเหตุในการปฏิเสธเสียเอง


เช่น คดีอากง ที่ศาลพิพากษาลงโทษนายอาพล ดว้ยเหตุผลประการ หน่ึงวา่ “แม้โจทก์จะไม่สามารถนาสืบแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความ ฯลฯ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดที่มีลักษณะร้ายแรงดังกล่าว ย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตน มิให้บุคคลอ่ืนได้ล่วงรู้ท้ังจะอาศัยโอกาสกระทำเม่ือไม่มีผู้ใดรู้เห็น”

ซ่ึงขัดกับหลักพิจารณาความอาญามาตรา227วรรคหน่ึงซ่ึงบัญญัติว่าให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดน้ัน” และวรรคสอง ซ่ึงบัญญัติว่า

“เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิด หรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยน้ั้นให้จำเลย” การวินิิจฉัยในลักษณะนี้ยังเกิดกับคดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ศาลพิพากษาจำคุกนายสมยศ 10 ปี ด้วยข้อสันนิษฐานว่า เมื่อจำเลยเป็นบรรณาธิการ จำเลยย่อมต้องรู้ข้อความ รวมท้ังความหมายในบทความที่เขียนข้ึนโดยบุคคลอื่นอันเป็นการหมิ่นประมาท พระมหากษตัริย์ซ่ึงข้อสันนิษฐานในลักษณะน้ีไม่มีบทบญญัติแห่งกฎหมายใดรองรับ

ปัญหาทั้งปวงข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในระดับอุดมการณ์เป็นปัญหาทที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยระบบการอุทธรณ์ คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา อีกทั้งไม่สามารถแก้ไขได้โดยระบบของการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะโครงสร้างองค์กรตุลาการเป็นระบบปิดหรือก่ึงปิด

การแก้ปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาวย่อมจะต้องกระทำ โดยการปฏิรูปองค์กรตุลาการทั้งระบบ ทำให้อุดมการณ์ประชาธิปไตยและนิติรัฐจารึกอยู่ในจิตใจของผู้พิพากษาและตุลาการทุกคน


ประการสำคัญคือต้องทำให้ผู้พิพากษาและตุลาการทุกคนตระหนักว่าอำนาจตุลาการที่ตนใช้อยู่นั้นแม้จะกระทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์หากแต่ตามรัฐธรรมนูญแล้วอำนาจดังกล่าวเป็นของประชาชนหาใช่เป็นของบุคคลอื่น

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้องค์กรตุลาการในภาพรวมมิได้ดำรงอยู่ในฐานะ “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายของสังคมยอมรับและนับถือให้คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาเป็นยุติอีกต่อไป

หนทางเดียวที่จะทำให้องค์กรตุลาการกลับมาเป็นหลักแก่สังคม คือการต้องปฏิรูปตนเอง การละเลยนิ่งเฉยไม่ดำเนินการดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ย่อมจะส่งผลให้องค์กรตุลาการถูกมองจากสาธารณชนว่า เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และยากท่ีจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกปรับเปลี่ยนโดยพลังจากภายนอกได้ในท่ี่สุด

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้พิพากษาและตุลาการจะได้ครุ่นคิดตรึกตรอง ถึงประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดในสารท่ีส่งมาด้วยความปรารถนาดีฉบับนี้ และร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปองคก์รตุลาการ เพื่อให้องค์กรตุลาการเป็นหลักให้แก่สังคมไทยต่อไป


คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112)

กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย

คณะนักเขียนแสงสำนึก

กวีราษฎร์

ปฏิญญาหน้าศาล

คณะนิติราษฎร์


***อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ http://www.enlightened-jurists.com/