ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จับกระแสบริโภค สินค้าใหม่ใน "เมียนมาร์" ขาดตลาด

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 21 มี.ค. 2556 เวลา 09:10:54 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ขณะนี้เมียนมาร์ดำเนินประเทศอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามโรดแมปทั้ง 7 ขั้น ที่วางไว้ตามยุทธศาสตร์ประเทศ การเปิดสู่โลกภายนอกได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนานาชาติ ในทางเศรษฐกิจนักธุรกิจจำนวนมาก ทั้งจากตะวันตกและตะวันออกต่างตบเท้าเข้าสำรวจตลาดเมียนมาร์กันอย่างคึกคัก

เอเอฟพี ระบุว่า หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้ามาในเมียนมาร์ กระแสความต้องการอุปโภคบริโภคสินค้า
ต่าง ๆ ที่มีคุณภาพดีจากต่างชาติ ไม่ว่าจะในชนบทหรือตัวเมืองต่างมีความต้องการสูงขึ้น

 


นางวิน ไล พยู ชาวเมียนมาร์ วัย 24 ปี เปิดเผยว่า สินค้าใหม่ ๆ ใกล้ตัวอย่างเครื่องสำอาง เช่น แป้งรองพื้นเริ่มขาดแคลนในตลาดช่วงนี้

ทั้งนี้ ปัญหาการขาดแคลนสินค้าอุปโภคกลับเป็นช่องทางที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเปิดตลาดให้กับชาวเมียนมาร์ และมีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่า ค่าแรงของชาวเมียนมาร์จะผันผวนตามกระแสการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ หากชาวต่างชาติพร้อมใจเข้ามาลงทุน ค่าแรงในเมียนมาร์ก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาลงทุนของต่างชาตินับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวเมียนมาร์ได้รับรู้ และมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น

ในด้านเทคโนโลยี ข้อมูลล่าสุดจากเมียนมาร์ชี้ว่า ประชากรกว่า 60 ล้านคน มีสัดส่วนสูงถึง 96% ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ ซึ่งหมายความว่า บรรดาบริษัทโทรศัพท์ต่างชาติต่างจับจ้องมองมาที่ประเทศแห่งนี้ เพื่อจะเข้ามารับเค้กก้อนโตจากตลาดที่มีแนวโน้มสดใส หากรัฐบาลเมียนมาร์เปิดใบอนุญาตในกิจการด้านนี้แก่เอกชน

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ได้กล่าวว่า สินค้าอุปโภคจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างแท็บเลต คอมพิวเตอร์ กระทั่งทีวีจอแบน กำลังจะเป็นสินค้ายอดฮิตที่มีความต้องการสูงมากจนอาจขาดตลาด

สำหรับชาวเมียนมาร์ที่มีกำลังซื้อ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการนำเข้ามาจากจีน แต่ก็คาดว่าตลาดจะขยายตัวขึ้น หากมีสินค้าชนิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพดีกว่าจากประเทศอื่น

นายเดวิด เวปป์ จากสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุน สหราชอาณาจักร หรือ UKTI กล่าวว่า ขณะนี้ เมียนมาร์จัดได้ว่าเป็นศูนย์รวมของความต้องการสินค้าอุปโภคทุกชนิด

ส่วน นายเฟรดดี้ โฮ จากบริษัทฟู้ดแลนด์ แมนูแฟกเจอริ่ง บริษัทสัญชาติเมียนมาร์ ที่เริ่มนำกาแฟสำเร็จรูปแบรนด์แมคคอฟฟี่ จากสิงคโปร์เข้ามาในประเทศ เปิดเผยว่า วัยรุ่นหนุ่มสาวชาวเมียนมาร์

ต่างมีความกระตือรือร้นต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เข้ามาใหม่ ๆ ซึ่งทำให้แบรนด์ต่างชาติหลายชนิดมีโอกาสที่จะสร้างความนิยมในตัวแบรนด์ รวมไปถึงส่วนแบ่งตลาดในเมียนมาร์อีกด้วย

ทั้งนี้ แบรนด์แมคคอฟฟี่เป็นสินค้ากาแฟสำเร็จรูปที่มีมูลค่าส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์ต่อปีเช่นเดียวกันกับคู่ปรับทางการค้าตลอดกาลอย่างโคคา-โคลา และเป๊ปซี่ ที่ต้องพร้อมใจกันเข้าไปสร้างสนามรบทางการค้าแห่งใหม่ในเมียนมาร์ ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นการเข้าไปสร้างตลาดอย่างเป็นทางการสำหรับบริษัทน้ำดำทั้ง 2 แห่ง หลังจากที่การคว่ำบาตรจากนานาชาติต่อเมียนมาร์ได้ยุติลง

ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมการผลิตในเมียนมาร์จากต่างชาติถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมติคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก ดังนั้น บริษัทต่างชาติที่มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน การตลาด หรือเรื่องห่วงโซ่อุปทาน จะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลในการเข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ครั้งนี้

ในด้านกลับกัน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นายเดเมียน ดูฮาเมล ที่ปรึกษาด้านการตลาดจากสิงคโปร์ กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนในประเทศที่อาจเรียกได้ว่าไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน

อาจมีความเสี่ยงสูง เสมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงแรกที่จีนและเวียดนามเปิดให้นักลงทุนเข้าไป หลายบริษัทต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน และรอโอกาสกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน และสภาพการตลาดที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เก่าแก่ของเมียนมาร์ ตลอดจนประชากรที่ไร้ทักษะแรงงาน เช่น ความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ ก็ส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวมไปถึงความเสี่ยงที่มีสูงขึ้น

แต่หลังจากที่คลื่นการลงทุนลูกที่หนึ่งผ่านไปแล้ว เมื่อประชากรเมียนมาร์มีความรู้และความพร้อมในการจับจ่ายสินค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้น การเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ระยะคลื่นลูกที่ 2 จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า ตลอดจนมีเสถียรภาพที่มั่นคงกว่า

ทั้งนี้ การเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ช่วงนี้อาจเป็นจังหวะของการ "ขุดทอง" และอาจเป็นไปได้ว่าแรงผลักดันจากต่างชาติจะส่งผลให้เมียนมาร์ภายในไม่อีกกี่สิบปี

ข้างหน้า จะก้าวทันประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างแน่นอน หากเมียนมาร์ไม่พลาดท่าในกระบวนการทาง "ประชาธิปไตย"