ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ศึกเลือกตั้ง "อัมโน" VS "พีเคอาร์" พลิกโฉมหน้าการเมือง "มาเลย์"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 09 เม.ย 2556 เวลา 19:05:08 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



การประกาศยุบสภาของนายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 สร้างกระแสข่าวถึงการคาดการณ์ทิศทางของประเทศมาเลเซียตามมามากมาย

เนื่องจากที่ผ่านมา การเมืองมาเลเซียถูกคุมอำนาจด้วยพรรค "อัมโน" (United Malays National Organisation : UMNO) มาอย่างยาวนานถึง 56 ปี นับแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร แต่ผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในปี 2552 คะแนนเสียงพรรคอัมโนกลับลดลง และพรรคฝ่ายค้านตีตื้นขึ้นมา โดยรัฐบาลครองที่นั่งในสภาได้น้อยกว่า 2 ใน 3 จำนวน 135 ที่นั่ง ฝ่ายค้านครอง 75 ที่นั่ง ส่วนอีก 12 ที่นั่งที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระ

จึงเกิดการคาดการณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ 13 นี้ อาจทำให้พรรคฝ่ายค้านได้คะแนนตีตื้นขึ้นมาอีก และอาจเป็นการเลือกตั้งที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของมาเลเซีย

พรรคอัมโน ประกอบด้วยพรรคการเมือง 13 พรรค โดยมีพรรคการเมืองใหญ่คือ Barisan Nasional ซึ่ง นาจิบ ราซัก เป็นหัวหน้าพรรค การบริหารประเทศมาอย่างยาวนานในมือของพรรคอัมโนเริ่มสั่นคลอน สะท้อนให้เห็นจากกระแสความกังวลในเรื่องปัญหาการทุจริต ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนอัตราการก่ออาชญากรรมที่สูงอย่างต่อเนื่อง

นายสิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ อาจารย์พิเศษประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า นโยบาย "One Malaysia" หรือ "มาเลเซียเดียว" ของรัฐบาลนายราซัก ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงส่วนหนึ่งของฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากนโยบายนี้พยายามประสานรอยร้าวระหว่างเชื้อชาติในมาเลเซีย สร้างแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ส่งเสริมความเป็นเอกภาพในชาติมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินโยบายดังกล่าวยังคงไม่เป็นผล

ที่ผ่านมายังเกิดการเลือกปฏิบัติต่อคนเชื้อชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เชื้อชาติมาเลย์ นอกจากนี้ นโยบายหลัก ๆ อย่างการศึกษา และเศรษฐกิจก็ยังคงให้สิทธิพิเศษกับประชากรที่มีเชื้อชาติมาเลย์มากกว่า

ทั้งนี้อาจส่งผลต่อคะแนนเสียงประชากรเชื้อชาติอื่นในมาเลเซีย ซึ่งมีเชื้อสายจีน 24.6% และชาวทมิฬอีก 7.1% ของประชากรมาเลเซีย

นายสิทธากล่าวว่า "สิ่งที่น่าติดตามอย่างหนึ่งคือ การดำเนินแผนการเลือกตั้งของฝ่ายค้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ที่มีการส่งตัวแทนพรรคที่มีชื่อเสียงแทรกซึมเข้าไปในเขตฐานเสียงของพรรคอัมโนแล้ว เช่นในรัฐยะโฮร์ และเปรัก ซึ่งหมายความว่าฝ่ายค้านเตรียมแย่งที่นั่งจากอัมโน การเลือกตั้งครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงต่างมีโอกาสเท่ากัน"

ด้านนักวิเคราะห์ต่างประเทศคาดการณ์กันว่า การเลือกตั้งครั้งที่ 13 นี้เป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากในประวัติศาสตร์มาเลเซีย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2512 เคยเกิดเหตุจลาจลเพราะคะแนนเสียงของพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก จนทำให้ต้องมีการระงับการดำเนินงานของสภาไปถึงสองปี

นอกจากนี้ ข้อกังวลมากที่สุดในการเลือกตั้งมาเลเซียครั้งนี้ คือ การล็อกผลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ นายราซักออกมากล่าวกับสาธารณะหลังประกาศยุบสภาว่า การเลือกตั้งครั้งที่ 13 จะดำเนินไปอย่างขาวสะอาด และถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมี พรรคยุติธรรมประชาชน หรือพีเคอาร์ ที่นำโดย นายอันวา อิบราฮิม เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ฝ่ายพรรคอัมโนจะยังคงยึดมั่นในเรื่องกฎหมายและสันติภาพให้เกิดขึ้นในการเมืองของมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม นายราซักยังคงยืนยันและมั่นใจว่า พรรคอัมโนจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อีกสมัย และจะกวาดที่นั่งได้มากกว่า 2 ใน 3 แน่นอน

ด้านนายอิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านมาเลเซีย ต้องทำงานหนักเพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ผ่านมา นายอิบราฮิมต้องประสบกับอุปสรรคทางการเมืองมาตลอด ทั้งกรณีการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ซึ่งเป็นการขัดกับหลักกฎหมายมาเลเซีย ซึ่งภายหลังมีการยกฟ้องในข้อหาดังกล่าว ปัญหาการทุจริตในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ที่นายอิบราฮิม เกิดความขัดแย้งทางแนวคิดทางการเมืองกับ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จนส่งผลให้นายอิบราฮิมต้องติดคุก

หลังจากติดคุกนาน 6 ปี นายอิบราฮิมถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จากความผิดในข้อหาคอร์รัปชั่น จึงไม่สามารถโดดลงสู่สนามเลือกตั้งได้ในครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2552

พรรคพีเคอาร์ของนายอิบราฮิม เป็นแนวร่วมกับพรรคกิจประชาชน หรือ DAP และพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือ PAS ถือว่าประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่ได้คะแนนนิยมสูงขึ้น และได้ที่นั่งในสภามากกว่า 1 ใน 3 ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

อย่างไรก็ตาม พรรคอัมโนได้ปูทางนโยบายบางส่วนไว้เพื่อดึงคะแนนนิยม อาทิ การให้เงินสดช่วยเหลือจากรัฐสู่ประชาชน การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และโครงการพัฒนาประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า ด้วยงบประมาณสูงถึง 444,000 ล้านดอลลาร์ โดยที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของพรรคอัมโนช่วง 56 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 5% มาตลอด

พรรคอัมโนยังมีไพ่ที่เหนือกว่ามากคือ มีสื่อในมืออยู่ทั้งประเทศ ขณะที่พรรคฝ่ายค้านต้องต่อสู้หาพื้นที่ในการหาเสียง การต่อสู้ที่เข้มข้นระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะนำมาซึ่งประวัติศาสตร์การเมืองมาเลเซียหน้าใหม่แน่นอน