ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"ไทย-อียู" เตรียมเจรจา "เอฟทีเอ" เน้นโปร่งใสดึงเอ็นจีโอร่วมถก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 09 เม.ย 2556 เวลา 19:20:53 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



หลังจากที่ประเทศในอาเซียนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในการเจรจาการค้าเสรียกกลุ่มระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งสมาชิกอาเซียนได้ร่วมเจรจากับฝ่ายอียูตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 โดยมีการเจรจารวม 7 ครั้ง

และในการเจรจาครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 4-5 มีนาคม 2552 ที่มาเลเซีย ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศหยุดพักการเจรจา เนื่องจากมีความคืบหน้าน้อยมาก ตลอดจนฝ่ายอียูไม่ยอมรับเมียนมาร์ที่ยังคงเป็นเผด็จการอยู่ในขณะนั้น และขณะเดียวกันสมาชิกอาเซียนยังมีความแตกต่างกัน

ทั้งระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเรื่องการเปิดตลาดสินค้า รวมถึงภาคบริการที่อาเซียนไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องจากอียูได้

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าเสรีระหว่างอียูกับประเทศคู่ค้าในอาเซียนไม่จบลง แต่อียูได้รุกคืบเข้าไปเจรจาเป็นรายประเทศและประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พร้อมรับกระแสโลกาภิวัตน์อย่าง สิงคโปร์ ที่มีการเจรจาตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2553 และเสร็จสิ้นภายใน 2 ปีให้หลัง

ซึ่งการเจรจาในระดับทวิภาคีดังกล่าวเป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ที่สมาชิกอียูได้ลงนามเห็นชอบอย่างเป็นทางการให้เปลี่ยนแนวทางการเจรจาเป็นแบบทวิภาคีกับประเทศสมาชิกอาเซียน

ส่วนทางด้านไทย หลังจากที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เจรจากับ นายมานูเอล บารอสโซ ประธานกรรมาธิการยุโรป เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 ก็ได้มีการประกาศเริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ หลังจากมีการเตรียมการในเรื่องนี้มากว่า 3 ปี

การเจรจาการค้าเสรีไทย-อียู จะมีขึ้นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 นี้ โดยการเจรจารอบแรกจะเริ่มขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม โดย ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รับหน้าที่หัวหน้าคณะเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพยุโรป และจะมีการพูดคุยกันใน 14 ประเด็นหลัก เช่น ถิ่นกำเนิดสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและทรัพย์สินทางปัญญา

นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเจรจาการค้าเสรี ทางอียูให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องความโปร่งใส โดยจะมีการเชิญกลุ่มเอ็นจีโอของไทยหลายกลุ่มเข้าร่วมหารือ และจะมีการสนับสนุนทุนส่งเสริมในการเข้าร่วมการเจรจาที่กรุงบรัสเซลส์อีกด้วย

โดยการพูดคุยกับกลุ่มเอ็นจีโอของไทย ทางอียูก็จะยกประเด็นอ่อนไหวต่าง ๆ เข้ามาพูดคุยในวงเสวนา อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยา ทรัพย์สินทางปัญญา สุขภาพและสิทธิมนุษยชน พร้อมกันนี้ นายลิปแมนยังชี้ว่า การเจรจาการค้าเสรีระหว่างกันจะต้องบรรลุความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย หรือ "win-win situation"

ส่วนทางด้านกรอบเวลาในด้านการเจรจา นายอันโตนิโอ เบเรนกูเอร์ หัวหน้าฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจของอียู ชี้ว่า กรอบเวลาการเจรจาการค้าเสรีอยู่ประมาณ 18 เดือน แต่ระยะเวลาจะยืดหยุ่นขึ้นอยู่กับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทาง นายตีแยรี วีโต เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส เปิดเผยว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู จะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ภายใน 2 ปี และก่อนหน้าที่จะมีการเปิดเออีซี พร้อมกันนี้ ทางด้านรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า จะสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้การเจรจาระหว่างไทยกับอียูประสบความสำเร็จและเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่าย