ประชาชาติธุรกิจ
ไอซีที

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"อิโมจิ" ยึดครองโลกได้อย่างไร จุดเริ่มต้นของ "หน้าเปื้อนยิ้ม"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 11 เม.ย 2556 เวลา 11:29:41 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เว็บไซต์ The Verge รายงานว่า ในปี 1995 ยอดขาย "เพจเจอร์" หรือวิทยุติดตามตัวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่น ซึ่งมี NTT Docomo เป็นผู้ให้บริการ และคิดค้นการใส่เครื่องหมายหัวใจไว้ในเพจเจอร์ "พ็อกเกต เบลล์" จนทำให้เด็ก ๆ ทั้งประเทศตื่นเต้นกับการแสดงอารมณ์รูปแบบใหม่

ขณะที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 40% NTT Docomo กลับตัดสินใจผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เมื่อพ็อกเกต เบลล์ รุ่นต่อมาไม่สามารถส่ง "หัวใจ" ได้อีกต่อไป แต่กลับใส่การอ่านตัวคันจิ (อักษรญี่ปุ่นที่เขียนเหมือนอักษรภาษาจีน) และภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบแทน เพื่อความคล่องตัวในการใช้งานเชิงธุรกิจ ทำให้บรรดาวัยรุ่นลูกค้าหลักพากันผิดหวัง และปันใจไปให้คู่แข่ง "Tokyo Telemessage"

นี่คือจุดเริ่มต้นของ "อิโมจิ" ไอคอนยอดฮิตที่ทุกคนใช้กันอยู่ทุกวันนี้



"ชิเงตากะ คุริตะ" ผู้สร้างสรรค์ "อิโมจิ" หรือไอคอนน่ารัก ๆ เหล่านี้ขึ้นมาในช่วงที่ทำงานที่ NTT Docomo ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฟีเจอร์นี้มากมาย นักพัฒนาผู้นี้เป็นหนึ่งในทีมงาน "I-Mode" หนึ่งในโปรเจ็กต์ของยักษ์มือถือญี่ปุ่นที่ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ด้วยสารพัดฟีเจอร์ ทั้งการพยากรณ์อากาศ, การรับจองสถานที่ต่าง ๆ , การรับข่าวสาร และการส่งอีเมล์ที่แพร่หลายในปัจจุบัน I-Mode ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น เพราะมันอำนวยความสะดวกแทบทุกอย่างทำให้การใช้ "โมบายอินเทอร์เน็ต" ในญี่ปุ่นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เร็วกว่าประเทศชั้นนำอื่น ๆ

ด้วยความสำเร็จนี้ทำให้ "คุริตะ" และทีมงานไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาเดินหน้าคิดค้นแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ เพื่อทำให้การใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปี 1998 เขาและคณะเดินทางไปซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อดูการใช้งาน "พ็อกเกต เน็ต" ของ AT&T ซึ่งก็คือบริการแรกของโลกที่นำบริการต่าง ๆ มาอยู่บนระบบโทรศัพท์มือถือและวิ่งอยู่บนโครงข่าย AT&T หรือ Cellular Digital Packet Data (CDPD) ซึ่งขณะนั้นมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลประมาณ 19.2 Kbps หากเทียบกับค่าเฉลี่ยของระบบ 4G LTE ที่ใช้อยู่ขณะนี้ที่ความเร็ว 9.6 Mbps หรือเร็วกว่า 500 เท่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเร็วเท่านั้นยังไม่เพียงพอต่อการแสดงรูปภาพที่มีรายละเอียดมากนัก จะแสดงผลได้ดีกับข้อความเท่านั้น เช่น การพยากรณ์อากาศจะมีเพียงคำว่า "เมฆมาก" หรือ "แดดจ้า" ไม่มีรูปประกอบ ทั้งยังใช้งานค่อนข้างยาก และไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร "คุริตะและทีมงาน" จึงคิดต่อว่าจะดีกว่าไหม ถ้าใส่ความแปลกใหม่ และลูกเล่นให้ข้อความเหล่านี้ เพื่อคงประโยชน์ในการใช้งานดาต้าในรูปแบบนี้ไว้

ในเวลาเดียวกัน "ไมโครซอฟท์" เริ่มวางจำหน่ายวินโดวส์ 95 ในหลาย ๆ ประเทศทำให้การใช้อีเมล์เริ่มได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น แทบจะเทียบเคียงได้กับการใช้ "เพจเจอร์" เลยทีเดียว แต่ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากในการส่งอีเมล์ในสมัยนั้น รวมกับปัจจัยด้านภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษจำนวนมากในการเขียนแต่ละครั้ง รวมถึงในหนึ่งคำตีความได้หลายอารมณ์ เช่น คำว่า

"วาคาริมาชิตะ" ที่แปลว่าเข้าใจ แต่ผู้ส่งเข้าใจแบบไหน อารมณ์ดี หรือแค่ประชดก็ไม่อาจรู้ได้ ถ้าผู้ให้บริการ NTT Docomo หันมาเน้นทำตลาดกับอีเมล์คงไม่ได้รับการตอบรับที่ดีแน่นอน

"คุริตะและทีมงาน" จึงเปลี่ยนความคิดใหม่ และหาทางทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้การส่งข้อความนั้นสามารถทำได้สั้นที่สุด แต่ยังคงความหมายของประโยคที่ต้องการสื่อได้เหมือนเดิม

การติดต่อแบบเห็นหน้ากัน รวมถึงการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ถือเป็นอีกวิธีที่ทำให้ผู้รับสารเข้าใจถึงอารมณ์จากผู้ส่งผ่านการคาดเดาหน้าตา และน้ำเสียง ซึ่งการส่งข้อความไม่สามารถสื่อสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ แต่เมื่อกลับมามองดูถึงความหมายของการสื่อสารบนระบบดิจิทัลที่ว่า "ทำให้การสื่อสารระหว่างมนุษย์ใกล้กันมากขึ้น" ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะดิจิทัลช่วยเพียงให้การสื่อสารง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้เหมือนพูดคุยกันจริง ๆ ดังนั้นการใช้ข้อความอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบ

"เมื่อเรากำลังคิดแก้ปัญหานี้ อยู่ดี ๆ ก็ปิ๊งคำว่า "อิโมจิ" ขึ้นมา เพราะต้องการพิมพ์ข้อความ พร้อมแสดงอารมณ์ได้ด้วย เราเคยคิดค้นสัญลักษณ์รูปหัวใจมาแล้ว ดังนั้นถ้าทำอย่างนี้ได้อีกก็น่าจะดีไม่น้อย"

ก่อนหน้านั้น ASCII (American Standard Code for Information Interchange) เคยคิดรูปแบบเดียวกันมาแล้ว โดยใช้ชื่อว่า "เคาโมจิ" แต่การนำไปประยุกต์ใช้บนโทรศัพท์มือถือค่อนข้างยาก เพราะต้องนำโค้ดหลายตัวไปใส่ในโทรศัพท์มือถือ ทั้งเวลาใช้งานผู้ใช้ยังต้องพิมพ์โค้ดทำให้ไม่สะดวก

ก่อนเริ่มทำ "อิโมจิ" มีความลำบากตั้งแต่เริ่มต้น เพราะคุริตะไม่ได้จบด้านดีไซน์ แต่เรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ทำให้การร่างแบบตัวอย่างไอเดียออกมาแสดงให้เหล่าแบรนด์ผู้ผลิต

โทรศัพท์มือถือรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชาร์ป, พานาโซนิค และฟูจิตสึเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทุกรายต่างมีคนมาเสนอไอเดียแทบทุกวันจึงไม่ง่ายนัก แต่เมื่อเขาและทีมงานเข้าไปเสนอไอเดียกลับได้รับการตอบรับที่ดี

ทุกบริษัทเปิดใจรับฟังและคิดว่า ความคิดที่ว่าสามารถต่อยอดธุรกิจไปได้ไกล ทุกเจ้าสนใจระบบ I-Mode เป็นทุนเดิมอยู่แล้วทำให้การเสนอโปรเจ็กต์ครั้งนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แต่ทีมงานก็ต้องเผชิญปัญหาในการนำเสนอไอเดีย ซึ่ง "คุริตะ" แก้ไขโดยการหยิบกระดาษและดินสอขึ้นมา แม้หัวสมองจะว่างเปล่า

แต่เขาก็วาดตัวอย่าง "อิโมจิ" โดยสร้างจากหน้าอารมณ์ของมนุษย์แบบต่าง ๆ กว่า 176 แบบ บนความละเอียด 12x12 พิกเซลและนั่นได้เปลี่ยนแปลงการส่งข้อความไปตลอดกาล

แรงบันดาลใจในการทำฟีเจอร์นี้ "คุริตะ"ดัดแปลงมาจากชีวิตตอนเด็ก ช่วงนั้นเขาอ่านหนังสือการ์ตูนจำนวนมาก พร้อมเพิ่งเรียนเขียนตัวคันจิใหม่ ๆ การสื่อสารของแต่ละตัวละครไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเสมอไป เช่น เวลาคิดอะไรออกจะมีสัญลักษณ์ "หลอดไฟ" ส่องสว่างขึ้นมา เพื่อสื่อให้รู้ว่าตัวละครตัวนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

สำหรับตัวคันจิด้วยการที่แต่ละตัวอักษรมีความหมายเป็นของตนเอง เช่น คำว่า "รัก" หรือ "ความลับ" ทำให้ถ้าใครเห็นตัวอักษรหรือสัญลักษณ์นี้ก็จะเข้าใจความหมายได้ทันที ไม่ต้องสะกดออกมาหลายตัวเหมือนภาษาอื่น

การแสดงผลของตัวอิโมจิ "Docomo" ตัดสินใจนำแบบฟอร์มตัวอักษรที่ไม่ได้ใช้มานาน หรือ Shift JIS หนึ่งในชุดตัวอักษรที่ใช้สำหรับงานดิจิทัลในประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้เป็นตัวแสดงอารมณ์ชุดแรก แต่ละแบบมีขนาดประมาณ 2 ไบต์ เพื่อสร้างหน้าตา พร้อมกับอารมณ์ที่ต้องการสื่อ ทุกตัวนี้มีพรีโหลดในโทรศัพท์มือถือทุกรุ่น

ส่วนการใช้งาน ผู้ใช้เปิดหนึ่งตัวเลือกในฟังก์ชั่นอีเมล์ เพื่อใส่สัญลักษณ์เหล่านี้ลงไป

Docomo ไม่ได้เจาะกลุ่มลูกค้าที่ใช้อีเมล์ด้วยอาวุธเพียงตัวเดียว เพราะอย่าลืมว่าบน I-Mode สามารถส่งรูปภาพได้ด้วย ดังนั้น Zagat และ Pia จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลคอนเทนต์ดังกล่าว

ด้วยพื้นที่เพียง 12x12 พิกเซล ทีมงานออกแบบจำเป็นต้องใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะเล็กจนไม่สามารถลง

รายละเอียดในเชิงลึก ดังนั้นงานจึงต้องเรียบง่าย แต่สื่อถึงอารมณ์ได้ดี เช่น รูปหน้ายิ้มแฉ่ง หรือ :D เมื่อทำเป็นอิโมจิจะใช้สี่เหลี่ยมผืนผ้าใส่ไว้ในใบหน้าที่เป็นวงกลม พร้อมดวงตากลมโตเพื่อแสดงถึงอารมณ์ดีใจ แต่ก็มีข้อแตกต่างระหว่างรูปวงกลมหน้าเหลือง พร้อมรอยยิ้มคล้ายกัน ที่นอกประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้เพื่อแสดงถึงความสบายใจ และดีใจ พร้อมมีคำประโยคใต้รูป

ทีมงานทราบดีว่าไม่ซ้ำกับคนที่คิดเอาไว้ก่อนแน่นอน โดยผู้คิดค้น Emoticon หรือสัญลักษณ์แสดงอารมณ์คนแรกคือ ศาสตราจารย์ สก็อต ฟลาห์แมน ซึ่งเขาได้เขียน : -) เพื่อแสดงอารมณ์ในการ

ถกเถียงกันในชั้นเรียน และกล่าวถึงอิโมจิว่าดูน่าเกลียดมาก ซึ่ง "คุริตะ" เข้าใจ

และยอมรับในความไม่สวยนั้น แต่เมื่อโอเปอเรเตอร์ในญี่ปุ่นรายอื่น เช่น AU พยายามทำไอคอนให้มีหน้าเหมือนคนมากที่สุด ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าอิโมจิ

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในญี่ปุ่นจะสนใจ "อิโมจิ" แต่ทุกอย่างก็

ไม่ได้สมบูรณ์ไปทั้งหมด พวกเขาต้องการปรับรูปแบบเล็กน้อย และทำให้สัญลักษณ์อารมณ์เหล่านี้มีความเป็นทางการมากขึ้น ซึ่งคุริตะเห็นว่า อิโมจิทุกตัวมีแคแร็กเตอร์เป็นของตนเอง ถ้าแก้ไขมาก ความเป็นตนเองก็จะหายไปจึงควรปล่อยไว้แบบนี้ดีที่สุด ถ้าเอาสัญลักษณ์หรือแบรนด์ต่าง ๆ ใส่ไปในอิโมจิจะทำให้เกิดความขัดแย้งในตนเองด้วย

เพราะ Docomo ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การใช้งาน "อิโมจิ" เพียงผู้เดียว จึงมีผู้ทำตามความสำเร็จของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่รายนี้ โดยคู่แข่งอย่าง AU และ J-Phone ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น Softbank นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ แต่เพิ่มฟังก์ชั่นพิเศษ เช่น การเคลื่อนไหวของอิโมจิ และการแสดงรูปภาพเสมือน เพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ให้มาใช้เครือข่าย ทุกค่ายต่างหวง "อิโมจิ" ของตนมาก ถ้าใช้เครื่องคนละเครือข่ายจะไม่สามารถมองเห็นอิโมจิของอีกฝ่ายได้ แต่จนแล้วจนรอดในปี 2015 ทุกเจ้าก็ร่วมมือกันทำ "อิโมจิ" ให้ใช้ได้ทุกเครือข่ายจนเป็นมาตรฐานถึงทุกวันนี้ แต่ละค่ายเร่งทำไอคอนแสดงอารมณ์ตัวใหม่ ๆ

"AU" ออกแบบสิ่งเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด เพื่อทำให้ใกล้เคียงกับแบบของ Docomo โดยมีคุริตะไปช่วยออกแบบด้วย แม้จะไม่เห็นด้วยเท่าไร จากเดิมการใช้อิโมจิมาจากการเลือกไอคอนที่แสดงอยู่ในฟังก์ชั่นอีเมล์ แต่ตอนนี้ใช้พิมพ์ตัวอักษรเพื่อป้อนข้อมูลเข้าไปได้ วิธีนี้เรียกว่าการป้อน Unicode ทำให้การใช้อิโมจิแบบเดิมเปลี่ยนแปลง

หลายเจ้าเลือกใช้วิธีนี้เป็นหลัก โดย KDDI เริ่มออกแบบแคแร็กเตอร์ "อิโมจิ" เหมือน Docomo

ระหว่างที่ค่ายมือถือในประเทศญี่ปุ่นกำลังตัดสินใจเรื่องการวางมาตรฐานของชุดการใช้งาน "อิโมจิ" ประเทศอื่นก็นำฟีเจอร์นี้ไปใช้เช่นกัน โดยใน "ไอโฟน"

ของ "แอปเปิล" รองรับคอนเทนต์ "อิโมจิ" ที่ SoftBank มีตั้งแต่ไอโอเอส เวอร์ชั่น 2.2 แต่ใช้ได้แค่ในญี่ปุ่น

ปี 2011 "ไอโอเอส 5" พัฒนาขึ้นมาแทนรุ่นเก่า โดยนำ "อิโมจิ" เหล่านี้

เผยแพร่ไปทั่วโลกทำให้เกิดความนิยมอย่างรวดเร็ว สังเกตจากรูปหน้ายิ้ม และรูปคนที่ทำท่าทางต่าง ๆ มีการนำไปใช้ในทุกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์หรืออินสตาแกรม

"อิโมจิ" จึงไม่ใช่แค่ใช้ในญี่ปุ่นอีกแล้ว แต่แพร่หลายทั่วโลก

"ผมค่อนข้างภูมิใจกับสิ่งที่พวกเราสร้างไว้ แต่สิ่งต่อไปที่เราจะทำคือวิเคราะห์การใช้งานอิโมจิ เพื่อสร้างสรรค์ไอคอนเหล่านี้ให้ตรงใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมากที่สุด เพราะแต่ละวัฒนธรรม ย่อมสื่อความหมายไม่เหมือนกัน ยกเว้นไอคอนที่เข้าใจง่าย ๆ เช่น รูปหัวใจ หรืออาชีพต่าง ๆ ถ้าสามารถทำให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันทั้งหมด หรือสร้างชุดเฉพาะวัฒนธรรมนั้น ๆ ขึ้นมา สุดท้ายจะเหมือนการสื่อสารด้วยสัญชาตญาณ หรือท่าทาง รวมถึงภาษามือที่ทุกคนเข้าใจทั้งหมด" คุริตะกล่าว

ปัจจุบัน "คุริตะและทีมงาน" บางส่วนไปทำงานกับค่ายเกม Bandai-Namco เพื่อหาความท้าทายใหม่ ๆ

"หากมีผู้หญิงส่งรูปหัวใจมาให้คุณ ยังไงก็ยังไม่มีทางรู้ความหมายที่แท้จริง นอกจากรู้แค่ว่าเป็นความหมายในทางบวกแน่นอน" คุริตะทิ้งท้าย