ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

น้อง "อัลรูไวลี่" บินมาไทย ตามคดีพี่ โดนอุ้มฆ่า-ลุยถึงที่สุด เผยแม่เตือนอันตราย

updated: 20 พ.ค. 2556 เวลา 10:27:30 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



ตามคดี - นายอาทีก และนายมาทรูค อัลรูไวลี่ พี่ชายและลูกพี่ลูกน้องของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่หายตัวไปในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2533 ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในระหว่างเดินทางมาติดตามคดี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

น้องอัลรูไวลี่บินไทยตามจี้คดีพี่ชาย เผยแม่ไม่เห็นด้วยห่วงความปลอดภัย ยันเดินหน้าตามคดีถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายอาทีก อัลรูไวลี่ พี่ชาย และนายมาทรูค อัลรูไวลี่ ลูกพี่ลูกน้องของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียที่หายตัวไปในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2533 ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย เพื่อติดตามการดำเนินคดีของนายมูฮัมหมัด โดยศาลอาญาเตรียมนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 พฤษภาคม ระบุต้องการค้นหาความจริงในคดีที่คลุมเครือมานานถึง 23 ปี

นายมาทรูคและนายอาทีกได้ร่วมกันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่โรงแรมแมริออท สุขุมวิท 57 โดยนายมาทรูคระบุถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเดินทางมาผลักดันคดีในช่วงเวลานี้ว่า ช่วงนี้มีความคืบหน้าของคดีในทางชั้นศาลเลยเดินทางมาติดตามคดี โดยในวันที่ 20 พฤษภาคมจะมีการนัดคู่ความที่ศาลเพื่อเป็นการประชุมคดี เพื่อกำหนดประเด็นในคดีและเพื่อจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับพยานหลักฐานทั้งหมด จะเป็นการพบกันของฝ่ายโจทย์และจำเลย การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อยืนยันว่าคำร้องของตนเกี่ยวกับคดีนี้จะต้องดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการนัดพร้อมคู่ความที่ศาลนั้น สองพี่น้องอัลรูไวลี่จะต้องพบกับจำเลยที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด หากสามารถพูดกับจำเลยได้อยากจะกล่าวอะไร นายมาทรูคกล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนในครอบครัวต้องการรู้ก็คือเกิดอะไรขึ้นกับมูฮัมหมัดเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ด้านนายอาทีกเสริมว่า ต้องการความยุติธรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้

นอกจากนี้นายมาทรูคยังระบุถึงทนายความที่มาช่วยดำเนินคดีในครั้งนี้ว่า ผู้รับหน้าที่เป็นชาวไทยซึ่งจัดหามาโดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย และก็เชื่อว่าทนายความคนดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี

นายมาทรูคยังระบุถึงกรณีที่หากคดีถึงที่สุดแล้วผลปรากฏว่าไม่มีความจริงปรากฏและไม่มีผู้มารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า จะไม่หยุดเพียงแค่นี้และจะนำคดีส่งต่อให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียดำเนินการต่อในระบบยุติธรรมระหว่างประเทศ

"เราจะไม่หยุดเพียงแค่นี้เราจะพยายามต่อสู้ต่อไปในทุกๆ ช่องทางเพื่อหาจุดสิ้นสุดของคดี" นายมาทรูคกล่าว ขณะที่นายอาทีกระบุเสริมว่า จะดำเนินการดังกล่าวอย่างไม่ลังเลใจ

อย่างไรก็ตาม นายมาทรูคระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ติดต่อทางการรัฐบาลไทย หรือหน่วยงานของไทยแต่อย่างใด แต่ได้ติดตามคดีผ่านทางสถานทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลไทยให้ทำเรื่องนี้ให้สิ้นสุดลงโดยเร็ว

"รัฐบาลไม่ควรปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง เนื่องจากประชาชนทั้งสองชาติต้องทนทุกข์จากคดีนี้มาโดยตลอด" นายมาทรูคกล่าว ขณะที่นายอาทีกเสริมว่า เวลา 23 ปีในคดีนี้นั้นไม่ใช่เวลาที่สั้นเลย และว่าก่อนเดินทางมาไทย แม่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เดินทางมาไทยเพื่อดำเนินการในคดีนี้อีก เนื่องจากห่วงสวัสดิภาพ โดยให้เหตุผลว่าแม่ต้องเสียลูกชายไปคนหนึ่งแล้วไม่อยากต้องเสียไปอีกคน

นอกจากนี้นายมาทรูคยังระบุถึงผลกระทบของคดีต่อครอบครัวว่า "พ่อของเราเสียชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากนายอาเอด อัลรูไวลี่ ผู้เป็นพี่ชายคนโตของครอบครัวเสียชีวิตไปด้วยอาการป่วย โดยตลอด 23 ปีที่ผ่านมาผลของคดีได้ส่งผลต่อครอบครัวของเรา เนื่องจากไม่รู้ว่าชะตากรรมที่แท้จริงที่นายมูฮัมหมัดต้องเผชิญคืออะไร ลองจินตนาการความรู้สึกของการที่คนในครอบครัวหายไปโดยไม่รู้เหตุผลเป็นเวลากว่า 20 ปี เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายกับครอบครัวเลย การตายของนายอาเยดยังเป็นสิ่งที่พ่อตนรับได้มากกว่าการที่ต้องมารู้ว่านายมูฮัมหมัดหายตัวไปอย่างไม่รู้ชะตากรรม "

เมื่อถามว่า เคยรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวังกับคดีนี้หรือไม่ นายอาทีกระบุว่า "เราไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเลยและนั่นก็เป็นเหตุผลที่เราเดินทางมาประเทศไทย"

นายมาทรูคกล่าวถึงกรณีมีสื่อวิเคราะห์กันว่าคดีนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเพชรซาอุฯที่หายไปว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการคาดคะเนของสื่อเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ขณะที่เรื่องของแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้ายในการลักพาตัวนายมูฮัมหมัดนั้น ได้รับทราบมาหลายเรื่องราวแต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อเรื่องไหน เป็นหน้าที่ของทางการไทยจะต้องนำหลักฐานต่างๆ มาวิเคราะห์และชี้ว่าเรื่องจริงคืออะไร ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา รู้สึกเหมือนอยู่ในความมืดและศาลจะต้องเป็นผู้หาคำตอบดังกล่าว

ทั้งนี้ นายอาทีกระบุว่า ในคดีนี้ไม่ได้เป็นข่าวและเป็นที่สนใจเฉพาะในประเทศไทยหรือครอบครัวเท่านั้น แต่สื่อมวลชนในประเทศซาอุดีอาระเบียก็ติดตามข่าวนี้เป็นระยะเช่นกัน เพื่อรอฟังว่าผลของคดีที่คลุมเครือมากว่า 23 ปีจะเป็นอย่างไร และความจริงคืออะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียจะพัฒนากลับมาหรือไม่ นายมาทรูคระบุว่า จะต้องพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอนที่สุด แม้ว่าผู้ที่ต้องทนทุกข์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นพ่อของมูฮัมหมัด รวมถึงสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ แต่คนไทยเป็นคนดี เป็นสาเหตุที่ทำให้มูฮัมหมัดเดินทางมาทำงานในประเทศไทย

นอกจากนี้อาทีกยังระบุถึงบุคลิกของนายมูฮัมหมัดว่า เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นที่รักของครอบครัวและเป็นคนดี นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มูฮัมหมัดมีเพื่อนมากมายในประเทศไทย และด้วยความที่มูฮัมหมัดเป็นคนรักประเทศไทย

นายมูฮัมหมัดยังได้ชวนคนที่รู้จักคนที่ซาอุฯให้มาเที่ยวประเทศไทยด้วย หากนายมูฮัมหมัดไม่ชอบประเทศไทยคงจะกลับซาอุฯไปนานแล้ว

ทั้งนี้ นายอาทีกอธิบายลำดับญาติของครอบครัวอัลรูไวลี่ว่า นายมูฮัมหมัดเป็นลูกชายคนที่ 3 จากลูกทั้งหมด 7 คนของครอบครัว พี่ชายคนโตคือนายอาเอด เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนนายอาทีก เป็นพี่ชายคนรอง นายมูฮัมหมัด เป็นน้องคนที่ 3 นอกจากนี้ครอบครัวอัลรูไวลี่ยังมีลูกชายคนเล็กรองลงไปอีก 2 คนรวมถึงลูกสาวอีก 2 คน

ทั้งนี้ นายอาทีกได้ทิ้งท้ายว่า การเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้มาพร้อมด้วยความหวัง และความเชื่อมั่นอันยิ่งใหญ่ว่าจะได้รับความยุติธรรม

 

 

 

 

 

ที่มา : นสพ.มติชน