ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์-Sport

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตบนเส้นทางวิบาก แชมป์รถ "ออฟโรด" โชติศีล รัตนวราหะ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 25 มิ.ย. 2556 เวลา 13:20:15 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ท่ามกลางการแข่งขันขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของศึกรถยนต์วิบาก "ออฟโรดโทรฟี่ ไทยแลนด์ แกรนด์ ชาเลนจ์ 2013" กำลังเดินทางเข้าสู่สนามที่ 3 กลางเดือนกรกฎาคม อันเป็นช่วงครึ่งทางและช่วงเวลาที่น่าสนุกตื่นเต้นใกล้จุดพีกของฤดูกาลแข่ง ขันล่าสุด

"ดีไลฟ์" จึงได้ดึงตัว "โชติศีล รัตนวราหะ" ครีเอทีฟมัลติมีเดียดิวิชั่นแห่งเครือนิตยสาร "กรังด์ปรีซ์" และแชมป์ออฟโรดโทรฟี่ 2012 รุ่นโอเพ่น คลาสบี วัย 29 ปี ซึ่งในปีนี้กำลังสะสมคะแนนจาก 2 สนามที่แล้วนำหน้าคู่แข่งอยู่หัวตาราง มาทำการพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ รวมทั้งความน่าสนใจของการประชันความเร็วบนเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของรถยนต์ออฟโรด

โชติศีล เล่าว่า ตนเองเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ชื่นชอบการเดินทาง ไปเหนือมาใต้ ขึ้นเขาลงห้วยด้วยรถยนต์โฟร์วีล ประกอบกับคุณพ่อเป็นสมาชิกของชมรม "แลนด์โรเวอร์คลาสสิคแห่งประเทศไทย 1998" ซึ่งจะออกทริปทำบุญ ท่องเที่ยว เข้าป่าด้วยรถโฟร์วีลอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้ได้รับอิทธิพลความหลงใหลคลั่งไคล้รถยนต์ประเภทนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นมาตั้งแต่เด็ก

กระทั่งเข้าสู่ปี 2002 จึงได้โอกาสมีรถยนต์โฟร์วีลของตัวเองเป็นคันแรก เมื่อหนึ่งในสมาชิกของชมรมแลนด์โรเวอร์คลาสสิคฯสังเกตเห็นในงานแข่งขันออฟโรดโทรฟี่ว่า โชติศีลสนใจรถยนต์ชนิดนี้อย่างจริงจัง เลยเสนอตัวประกอบและปรับแต่งรถยนต์โฟร์วีลให้กับเขาทดลองฝึกขับจนชำนาญ

"หลังจากขับรถคันแรกมาได้สัก 2 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนรถใหม่ที่ดีกว่าเดิม จึงเริ่มเก็บเงินประกอบและปรับแต่งรถด้วยตัวเอง จนคิดว่าตัวเองพร้อมแล้วจึงเริ่มลงแข่งรายการออฟโรดโทรฟี่ในปี 2005 ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตในวงการแข่งขันรถยนต์ออฟโรดเลยก็ว่าได้"



ด้วยความที่ชื่นชอบและทุ่มเทให้กับการแข่งขันรถยนต์วิบากแบบสุดชีวิต โชติศีลใช้ระยะเวลาสะสมประสบการณ์เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น สำหรับการเข้ารอบชิงแชมป์เวทีออฟโรดโทรฟี่ 2006

แม้ว่าครั้งนั้นจะไม่สามารถกระชากแชมป์มาครองได้สำเร็จ เพราะดันไปทำฟาวล์ขับรถเหยียบธงเสียก่อน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าเป็นการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับโชติศีล ในการแบกรับความกดดันของรอบแข่งขันลึกได้ในอนาคต จนตอนนี้แรงกิ้งของเขาติดอยู่ในอันดับ 4 ของบรรดานักขับรถวิบากเมืองไทย ด้วยระยะเวลา 4 ปี และ 8 ปี สำหรับการเป็นแชมป์ออฟโรดโทรฟี่

"ปี 2009 ผมได้ลงแข่งระดับนานาชาติ รายการเนซชาแลนท์ที่จังหวัดตรัง น่าเสียดายที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตกจากหน้าผาเสียก่อน เลยทำให้จบการแข่งขันในอันดับ 5 อย่างน่าเสียดาย ความจริงครั้งนั้นผมเชื่อว่าถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นก็มีโอกาสสูงมากที่ผมจะมีแชมป์ติดมือกลับมา แม้คู่แข่งในวันนั้นจะมีทั้งสิงคโปร์หรือมาเลเซียก็ตาม"

อย่างไรก็ตาม โชติศีลชี้แจงการขับรถยนต์วิบากของตนเองไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุบ่อยนัก ตลอดชีวิตของการแข่งขันบนเส้นทางสายโฟร์วีลเคยพลิกคว่ำหรือตะแคงข้างเพียงแค่ 2 หนเท่านั้น

เนื่องจากยึดหลักปรัชญาในการขับอย่างมั่นคงว่า "ไม่แลก" และ "ไม่เสี่ยง" ในสถานการณ์สนามที่ไม่มั่นใจ ซึ่งอาจจะทำให้เสียโอกาสและเวลาในการแข่งขันอย่างที่ไม่ควรจะเป็น อีกทั้งในเส้นทางของสนามแต่ละจุดก็มีทางออกเป็น 10 เส้นทาง ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกไปทางไหนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ขึ้นอยู่กับระดับประสบการณ์การแข่งขัน และความถนัดแต่ละด้านบนสนามของนักแข่งแต่ละคน

สำคัญที่สุดคือ ออฟโรดเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ไม่มีรูปแบบตายตัวเหมือนแบบเรียนในหนังสือ ต้องออกไปสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ และปลูกฝังความสามารถในจุดที่ต้องการได้อย่างที่ควรจะเป็น

"ความจริงปรัชญาของการขับรถแบบนี้ มันก็เหมือนกับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป นั่นคือไม่มีชีวิตใครที่ราบเรียบอยู่เสมอไป อีกทั้งเรายังไม่มีวันรู้ว่าหนทางข้างหน้าต้องไปเจออะไรบ้าง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นประสบการณ์ที่ผ่าน ๆ มาในชีวิตจะเป็นตัวบอกเราเองว่าควรจะทำยังไงต่อไป แน่นอนว่าคงไม่สามารถเอาประสบการณ์เก่า ๆ มาใช้ได้เลยทั้งดุ้น แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเอามันมาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ของชีวิตได้ยังไง จุดนั้นคำตอบก็จะต่างกันออกไปในแต่ละคน"


จากความเหมือนกันของ "การใช้ชีวิต" และ "การขับรถยนต์วิบาก" ดังกล่าว ได้กลายมาเป็นตัวกระตุ้นความหลงใหลในเส้นทางโฟร์วีลของโชติศีลอีกเป็นเท่าทวี ยิ่งประกอบกับความคิดของเขาที่เชื่อมั่นว่า "ออฟโรดเป็นกีฬาของลูกผู้ชาย" ยิ่งเหมือนกับเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าชีวิตนี้คงออกห่างจากรถยนต์วิบากไม่ได้อีกต่อไป

"ผมมองว่าการแข่งขันออฟโรดเป็นกีฬาลูกผู้ชายและมิตรภาพอย่างแท้จริง เพราะถึงในสนามเราจะเป็นศัตรูกัน ซึ่งเป็นศัตรูกันจริง ๆ นะ เอาชนะกันแบบสุดชีวิตเลย แต่พอออกมาจากสนาม ความเป็นศัตรูจะหายไปและเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนกันทันที ยกตัวอย่าง หากผมไม่มีอะไหล่สำหรับการซ่อมรถเพื่อลงแข่งขันในรอบต่อไป ผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็พร้อมที่จะให้ยืมอะไหล่โดยไม่แบ่งแยกเลยนะว่าก่อนหน้านี้หรือในอนาคตจะต้องมาแข่งขันกันในสนาม"

มุมนี้แชมป์คลาสบีปีก่อนยืนยันว่ามันคือ "เสน่ห์" ที่ทำให้นักแข่งออฟโรดไม่อาจเดินหนีจากเส้นทางสายนี้ได้สำเร็จสักรายไป แน่นอนว่าโชติศีลคือหนึ่งในนั้นที่ตอนนี้ยังคงพยายามพัฒนาฝีมือขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่ในวงการนี้ในระดับสูงได้อย่างยาวนาน

โดยเฉพาะในปีนี้ที่โชติศีลหวังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์วิบาก ด้วยการป้องกันแชมป์ออฟโรดโทรฟี่ให้ได้เป็นคนแรกของการแข่งขัน ก่อนที่จะขยับขึ้นไปสู่คลาสเอในปีหน้า