ประชาชาติธุรกิจ
มอเตอร์ริ่ง

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ภัทรกร เกษมสุภาพันธ์ "ฮันกุ๊ก" ยังไม่หยุดสร้างเเบรนด์

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 28 มิ.ย. 2556 เวลา 16:30:45 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์



างรถยนต์ยี่ห้อฮันกุ๊ก เข้ามาทำตลาดในบ้านไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ด้วยสัญชาติเกาหลีที่ติดตัวมา ก็ยังเอาชนะคู่แข่งหลัก ๆได้ยาก แม้ระยะหลังจะพยายามยกระดับสินค้าให้เป็นพรีเมี่ยมมากขึ้น บวกกับประสบการณ์ผู้บริหารที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจยางรถยนต์มาตั้งแต่รุ่นพ่อ ก็ดูจะยังหนักหนาสาหัส

วันนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ "ภัทรกร เกษมสุภาพันธ์" ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลเวอร์ไทร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ "ฮันกุ๊ก" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้าเปิดมุมมองในการรุกตลาดยางไว้อย่างน่าสนใจ

- จุดเริ่มต้นกับ "ฮันกุ๊ก"


ก่อนหน้าที่เราจะได้เป็นตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ "ฮันกุ๊ก" เดิมเราเป็นตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์อีกแบรนด์หนึ่ง จนเมื่อปี 2552 ถึงได้รับสิทธิ์ เดิมภาพของยางฮันกุ๊กเป็นยางรถยนต์ราคาถูก เน้นจับกลุ่มตลาดกลางและตลาดล่าง แต่เมื่อบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลีตัดสินใจปรับภาพลักษณ์ โดยบุกตลาดยุโรปและตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้าโดยเฉพาะในตลาดโออีเอ็มว่า ยางฮันกุ๊กถือเป็นยางรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม โดยค่ายรถทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์, บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, โฟล์คสวาเกน ต่างให้การยอมรับเป็นอย่างดี ซึ่งที่เราตัดสินใจเป็นตัวแทนจำหน่ายยางฮันกุ๊กนี้ ก็ถือว่าได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะสูงเลือกใช้ฮันกุ๊ก

- ลูกค้าให้การตอบรับ


ต้องขอเล่าย้อนกลับไป ก่อนหน้าที่บริษัทจะได้เป็นตัวแทนจำหน่าย เมื่อปี 2552 ยางฮันกุ๊กมีผู้นำเข้ามาจำหน่ายอยู่แล้ว แต่เน้นยางราคาถูก เรียกว่าสู้กันด้วยราคาอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ฮันกุ๊กมียางหลากหลายเกรด ซึ่งเมื่อมาอยู่ในมือเราแล้วได้พยายามปรับภาพลักษณ์ กลยุทธ์การตลาด การวางตำแหน่งสินค้าใหม่หมด

แรก ๆ ค่อนข้างยาก เพราะลูกค้าติดว่าเป็นยางราคาถูกไปแล้ว แต่จากที่เราตอกย้ำมาอย่างต่อเนื่อง ถึงประสิทธิภาพ คุณภาพ และความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ปัจจุบันหลายคนเข้าใจดีแล้ว พร้อมทั้งยังช่วยแนะนำบอกต่อให้อีกด้วย

- ลุยเจาะตลาดโออีเอ็ม

แต่เดิม "ฮันกุ๊ก" ไม่มีแผนที่จะเจาะตลาดนี้ แต่ภายหลังจากที่บริษัทแม่ได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศจีน 2 แห่ง และอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เราเองคงจะต้องดูว่าพอจะมีช่องว่างสำหรับตลาดโออีเอ็มหรือไม่เพราะไทย-อินโดนีเซียเอง การเดินทางการขนส่งก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก ปัจจุบัน "ฮันกุ๊ก" มีโรงงานหลักกระจายอยู่คือ เกาหลี 2 แห่ง, จีน 2 แห่ง, ฮังการี และอินโดนีเซีย โดยมียอดขายมากกว่า 100 ล้านเส้นต่อปีทั่วโลกส่วนในประเทศไทยเองนั้น เราในฐานะตัวแทนจำหน่ายก็ต้องพยายามมองหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น

- เดินหน้าสร้างแบรนด์

จุดนี้ยังเป็นประเด็นสำคัญ ก่อนนี้ต้องยอมรับเราได้เดินหน้าปรับภาพลักษณ์สินค้าใหม่หมด พร้อมทั้งให้ความรู้กับดีลเลอร์และลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทไม่มีนโยบายการใช้ราคาเป็นตัวแข่งขัน แต่เราจะชูความคุ้มค่า-คุณภาพ-ราคาที่เหมาะสม บนพื้นฐานความหลากหลายของสินค้า

ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้า 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่มีโอกาสสัมผัสยางฮันกุ๊กแล้วเปลี่ยนความคิด ส่วนกลุ่มคนที่ยังยึดติดกับแบรนด์อาจจะยังต้องใช้เวลา ซึ่งตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าตรงนี้มีแนวโน้มดีขึ้น เห็นได้จากยอดการจำหน่ายของบริษัทที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อเนื่องทุกปี

- วางเป้าโตต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรามีอัตราการเติบโตปีละ 30% ส่วนปีที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน หรือคิดเป็นจำนวนก็ประมาณ 150,000 เส้นต่อปี จากความต้องการใช้ยางทั้งปีที่ 8 ล้านเส้น ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากส่วนปีนี้เราตั้งเป้าว่าจะต้องมีการเติบโตไม่น้อยกว่า 50% คิดเป็นจำนวนเส้น 250,000 เส้นต่อปี เนื่องจากบริษัทมีแผนจะเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเติมเต็มไลน์สินค้าซึ่งจะมียาง 3 รุ่น คือ Ventus S1 evo2 ตัวท็อปด้านสมรรถนะ จับกลุ่มที่ขับขี่ความเร็วสูง รุ่น Ventus S1 Noble2 เป็นอีกหนึ่งตัวท็อป แต่เป็นด้านความเงียบ นุ่ม แต่ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ต้องเป็นรุ่น Vantra LT ยางสำหรับรถปิกอัพและรถตู้ ซึ่งเดิมเราไม่เคยทำตลาดนี้มาก่อน ยางรุ่นนี้จะมีการผลิตที่โรงงานในอินโดนีเซียด้วย และเร็ว ๆ นี้บริษัทยังมีแผนงานที่จะเปิดตัวยางฮันกุ๊กสำหรับรถบรรทุกอีกด้วย

มองว่าอนาคตจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น ตั้งเป้าไว้ที่ 10% ภายใน 3-5 ปีจากนี้ไป หรือมียอดจำหน่าย 450,000-500,000 เส้นต่อปีนั่นเอง

- เดินหน้าขยายเครือข่าย


บวกกับเครือข่ายของเราที่มี 250 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งแผนงานที่จะมีการขยายเพิ่มตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยอีก 100 ราย เป็น 350 แห่งภายในปีนี้ น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนให้เราเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้

นอกจากนี้บริษัทได้ลงทุนสร้างโชว์รูมต้นแบบ "ฮันกุ๊ก มาสเตอร์ เอ็กซ์คลูซีฟ" ด้วยเงินลงทุน 5 ล้านบาท เพื่อเป็นสาขาต้นแบบให้ดีลเลอร์ที่สนใจ ตัดสินใจเข้ามาเป็นเอ็กซ์คลูซีฟดีลเลอร์ เนื่องจากปัจจุบันเรามียางรถยนต์ให้ลูกค้าได้เลือกสรรมากกว่า 200 รุ่น

- เร่งขยายลูกค้ากลุ่มใหม่

แน่นอนก่อนหน้านี้เราไม่มียางรถปิกอัพ เพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้าในประเทศไทยที่มีความต้องการใช้สูงถึง 50% ล่าสุดเราส่ง Vantra LT ทำตลาด ก็คาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย บวกกับความพยายามสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับลูกค้า โดยเฉพาะร้านค้า เนื่องจากถือว่าเขามีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันยอดขาย และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

พร้อมกันนี้เรายังได้เตรียมงบประมาณสำหรับการสื่อสารการตลาด รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตการแข่งขันของทีมแข่งรถดริฟต์ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงสมรรถนะการใช้งานยางฮันกุ๊กด้วย