ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์-Health

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

จอประสาทตาเสื่อม หมอจี้รักษาก่อนบอดถาวร

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 05 ก.ค. 2556 เวลา 10:45:16 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โรคที่มีการรายงานทางการแพทย์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น คือ "โรคจอประสาทตาเสื่อม" ที่จะนำไปสู่ภาวะ "ตาบอด" แบบถาวรได้

นพ.ธนภัทร รักพานิชมณี จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ความรู้ว่า จุดกลางรับภาพของจอประสาทตาที่เรียกว่า macula ทำให้มองเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดเจน ถ้าจุดกลางรับภาพนี้เสีย จะทำให้มองภาพไม่ชัด เห็นเหมือนมีจุดดำบังตรงกลางหรือเห็นภาพบิดเบี้ยวสภาวะนี้คืออาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ Age-related macular degeneration (AMD)

พบมากในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ

ปัจจัยเสี่ยงมีหลายอย่าง ได้แก่ ผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป พันธุกรรม คนผิวขาว เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี การสูบบุหรี่ ผู้มีระดับ Cholesterol ในเลือดสูงและระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว การขาดวิตามินและเกลือแร่ที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี และอี หรือเกลือแร่ เช่น แคโรทีนอยด์ ลูทีน และซีแซนเทียม เป็นต้น

โดยผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม มี 2 รูปแบบ คือ 1. แบบแห้ง พบมากที่สุด จะมีการเสื่อมสลาย และบางลงของจุดกลางรับภาพจอประสาทตาจากขบวนการเสื่อมตามอายุ ความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้าๆ 2. แบบเปียก พบประมาณร้อยละ 10-15 แต่มีลักษณะการเกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอด ซึ่งเกิดจากการที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา ทำให้จุดกลางรับภาพบวม คนไข้จะเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และมืดลง



จักษุแพทย์จะแนะนำให้รับประทานสารอาหารทดแทน อาทิ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน C, E, beta carotene และ Zinc เป็นการลดความเสี่ยงที่โรคจะสู่ระยะรุนแรง ส่วนวิธีรักษา คือ การใช้แสงเลเซอร์ กับโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ยับยั้งหรือชะลอเส้นเลือดผิดปกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตา คงสภาพการมองเห็นให้เหลือไว้

เมื่อจอประสาทตาเสื่อม ให้หมั่นตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ ควรปรับตัวกับภาวะสายตาเลือนรางให้ได้ และฝึกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ช่วยการมองเห็น ที่สำคัญควรหันมารับประทานผักและผลไม้ที่มีสีส้มและสีเหลืองเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใช้สายตาท่ามกลางแสงแดดจ้าเป็นเวลานานๆ และให้ใส่แว่นตากันแดดที่มีระบบป้องกันรังสียูวีด้วย




ที่มา : นสพ.ข่าวสด