ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รัฐเชือดขรก.เบี้ยวหนี้ ล้มละลายต้องออก ก่อหนี้ทะลัก1ล้านล.

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 25 ก.ค. 2556 เวลา 13:12:38 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ข้าราชการแบกภาระหนี้อ่วมกว่า 1 ล้านล้านบาท ก.พ.หวั่นจูงใจทุจริต ออกกฎเหล็กปรามเรื่องการก่อหนี้ ตั้งเงื่อนไขถูกศาลพิพากษาล้มละลาย ผู้บังคับบัญชาต้องมีคำสั่งให้ออกฐานมีลักษณะต้องห้าม ร่อนหนังสือแจ้งหน่วยงานทั่วประเทศปฏิบัติเข้ม ชี้ใช้จ่ายเกินตัวเจอฟ้องทั้งหนี้ซื้อบ้าน-บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล แบงก์กรุงไทย-ออมสินตั้งการ์ดรับ ด้าน ธปท.สั่งจับตาหนี้กลุ่มข้าราชการ

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.พ. ได้ลงนามในกฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการ กรณีขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือมีลักษณะต้องห้าม กรณีหย่อนความสามารถ บกพร่องในหน้าที่ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม กรณีมีมลทินหรือมัวหมอง และกรณีต้องรับโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาล พ.ศ. 2556 ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. 2556 มีผลบังคับใช้วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประกาศเมื่อ 7 มิ.ย. 2556 ล่าสุด ก.พ.ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งให้หน่วยงานราชการยึดถือปฏิบัติตามกฎใหม่ เพื่อเน้นย้ำให้ข้าราชการในแต่ละหน่วยงานปฏิบัติตามกฎ ด้วยการสั่งการให้



ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ออกจากราชการตามแต่กรณี ถ้าขาดคุณสมบัติ 1.ไม่มีสัญชาติไทย 2.อายุต่ำกว่า 18 ปี 3.ไม่เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนต้องห้าม ได้แก่ 1.ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.เป็นบุคคลล้มละลาย

จี้หน่วยงานฟัน ขรก.ล้มละลาย

ที่ผ่านมา พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่ข้าราชการจะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามไว้ชัดแจน แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหา โดยเฉพาะลักษณะต้องห้ามเรื่องการเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังจากบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ เนื่องจากหน่วยงานส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจสอบ ส่งผลให้ข้าราชการบางส่วนที่มีลักษณะต้องห้ามจากที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายยังสามารถรับราชการตามปกติกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้จึงย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทำตามกฎระเบียบ

ถือเป็นหนึ่งในมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของข้าราชการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมากอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และจูงใจให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะหนี้ภาคครัวเรือนพุ่งสูงถึง 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมายอดหนี้ของข้าราชการเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่การร้องเรียนเกี่ยวกับหนี้ไปยังหน่วยงานต้นสังกัด และร้องเรียนผ่านทาง ก.พ.ก็มีเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลที่ ก.พ.สำรวจ พบว่า ข้าราชการพลเรือนที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย มีทั้งการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากภาระหนี้สินที่ตนเองก่อขึ้น และการค้ำประกันหนี้ให้กับญาติพี่น้องหรือ

เพื่อนฝูง ซึ่งในระเบียบปฏิบัติหากข้าราชการที่ค้ำประกันหนี้ให้กับญาติพี่น้องไม่ถือเป็นโทษทางวินัย และให้โอกาสหัวหน้างานพิจารณาเป็นรายกรณีไป ยกเว้นข้าราชการมีหนี้สินจำนวนมาก และถูกศาลตัดสินให้เป็นบุคคลล้มละลาย จะต้องออกจากราชการตามระเบียบ

หนี้ครัวเรือนข้าราชการพุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยผลสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนในปี 2555 เกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย และภาวะหนี้สิน โดยเก็บข้อมูลจากข้าราชการทุกประเภท ทุกระดับตำแหน่ง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 13,252 ราย พบว่าครัวเรือนข้าราชการมีแนวโน้มมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจาก 749,771 บาท ในปี 2551 เป็น 1,111,425 บาท ในปี 2555 หรือมีหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 48%

โดยหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 18.2 เท่าในปี 2551 เป็น 22.3 เท่าในปี 2555 โดยเฉพาะครอบครัวข้าราชการทุกประเภท และระดับตำแหน่ง มีหนี้สิน 83.2% โดยมีจำนวนหนี้เฉลี่ย 1,111,425 บาทต่อครอบครัว แบ่งเป็นข้าราชการประเภททั่วไป มีสัดส่วนของครอบครัวที่เป็นหนี้สูงสุด 86.3% ประเภทวิชาการและอำนวยการ มีหนี้ 83.4% และ 65.5% ตามลำดับ ประเภทบริหารมีสัดส่วนที่เป็นหนี้ต่ำสุด 31.9%

สาเหตุของการเป็นหนี้ มาจากหนี้สินเพื่อที่อยู่อาศัยสูงที่สุด คือ 54.7%, รองลงมา หนี้เพื่อซื้อหรือซ่อมแซมยานพาหนะ 16.5%, หนี้เพื่อใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค 15.4%, หนี้เพื่อการลงทุนในธุรกิจของครอบครัว 5.9% และหนี้สินเพื่อการศึกษา 3.6%

ฟ้องบังคับคดี 8 แสนคดี

ส่วนข้อมูลจากกรมบังคับคดีระบุว่า ปี 2553 ที่ผ่านมา มีการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ที่ศาลมีคำพิพากษา แต่ยังไม่มีการบังคับคดีรวม 8 แสนคดี ในจำนวนนี้มีทั้งการฟ้องร้องลูกหนี้ของสถาบันการเงิน เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และเจ้าหนี้เป็นบุคคลธรรมดา 50% คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่น่าห่วงคือ ลูกหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ถูกเจ้าหนี้ว่าจ้างบริษัททวงหนี้ข่มขู่จะยื่นฟ้องล้มละลาย ซึ่งจะถูกออกจากราชการหากไม่ยอมชำระหนี้ ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หรือลดหนี้ให้ หวังเรียกเก็บหนี้เต็มจำนวนบวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือบางรายหาก

ยืดเยื้อ ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะถูกฟ้องยึดทรัพย์บังคับคดี ถือเป็นเรื่องอันตรายต่อข้าราชการมาก

กรุงไทย-ออมสินช่วยครูแก้หนี้

นอกจากข้าราชการพลเรือนแล้วภาระหนี้ของข้าราชการครูก็มีปัญหาหนักเช่นเดียวกันเพราะจากการสำรวจล่าสุดพบว่าปี 2555 ที่ผ่านมา ครูทั่วประเทศกว่า 4 แสนราย มีหนี้สินเฉลี่ยรายละ 1 ล้านบาท คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งล่าสุด นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงแนวทางช่วยเหลือครูที่มีหนี้สินว่า ได้เจรจากับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน เพื่อให้ธนาคารให้กู้ยืม Refinance ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาอัตราดอกเบี้ย จะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้

ขณะเดียวกันจะจัดทำโครงการเพิ่มรายได้ให้กับครู โดยจะเสนอโครงการเข้าที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) วันที่ 29 กรกฎาคมนี้

เผยยอดหนี้ ขรก. 6.3 แสนล้าน

ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารออมสินเปิดเผยว่า สินเชื่อสำหรับกลุ่มอาชีพข้าราชการ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ครู ตำรวจ และข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปี 2556 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. มียอดอนุมัติสินเชื่อ 4.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนลูกหนี้ 3.25 หมื่นราย ถึงปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวของธนาคารมียอดสินเชื่อคงเหลือจากสิ้นปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 6.22 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 6.31 แสนล้านบาท ณ 30 มิ.ย. 2556 แบ่งเป็นหนี้ข้าราชการครู 5.25 แสนล้านบาท, ทหาร 3.4 หมื่นล้านบาท และข้าราชการอื่น ๆ 7 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี จำนวนลูกหนี้ลดลงจาก 7.5 แสนราย เหลือประมาณ 7 แสนราย เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แค่ 0.3% โดยกลุ่มที่เป็นเอ็นพีแอลสัดส่วนมากสุด คือ ทหาร รองลงมาได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า 6 เดือนแรกของปีนี้ เอ็นพีแอลในภาพรวมของธนาคารเพิ่มจาก 1.1% เป็น 1.3% ของยอดสินเชื่อรวม 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 2.2 หมื่นล้านบาท สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการช่วงต้นปี ทำให้การหักชำระเงินจากยอดเงินเดือนสะดุดบางส่วน และบางส่วนเกิดจากโรงงานบางแห่งปิดตัวลง

ชะลอปล่อยกู้รายย่อย

แหล่งข่าวจากธนาคารออมสินให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าครึ่งปีหลังนี้ธนาคารได้ติดตามตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังมากขึ้นเนื่องจากต้นปีเร่งปล่อยสินเชื่อรายย่อยและกลุ่มข้าราชการต่างๆ สูงขึ้นต่อเนื่อง จากนี้จะลดความร้อนแรงโดยลดสัดส่วนการปล่อยกู้รายย่อยลง จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายย่อยราว 90% หันไปเน้นปล่อยกู้สินเชื่อภาครัฐและสินเชื่อมากขึ้น

นายบูชา ศิริชุมแสง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดูแลด้านกฎหมายและการติดตามหนี้ บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า โดยนโยบายของเคทีซีจะไม่มีการฟ้องล้มละลายลูกค้า รวมถึงส่วนใหญ่หนี้บัตรเครดิตจะมียอดหนี้ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์ฟ้องล้มละลาย ฉะนั้นกรณีลูกค้ามีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระได้และอยู่ในขั้นถูกดำเนินคดี จะเข้าไปร่วมร้องขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายเท่านั้น

แบงก์ชาตเริ่มจับตา

ขณะที่นายประสารไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ถือเป็นโจทย์ที่น่าสนใจที่ ธปท.จะให้ความสำคัญหนี้ครัวเรือนในกลุ่มข้าราชการเป็นการเฉพาะมากขึ้น จากปกติที่เวลาคำนวณตัวเลขจะนับรวมกันทั้งหมด โดยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในภาพรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2556 ยังอยู่ใกล้เคียง 80% ของการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งถือได้ว่าเป็นระดับที่เสี่ยง อย่างไรก็ดี คาดว่าในครึ่งปีหลังน่าจะชะลอลง เพราะสถาบันให้กู้ยืมเงินต่าง ๆ มีการระมัดระวังกันมากขึ้น