ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์

วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เจาะเหมืองธุรกิจอัญมณี กรุพลอยในแอฟริกา

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 21 ส.ค. 2556 เวลา 17:47:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



"ไม่ไหวจะเคลียร์นะ เรื่องความซับซ้อนของธุรกิจพลอยที่นี่" ชาวไทยที่อยู่ในเมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก มานานออกปาก เมื่อถูกถามถึงธุรกิจอัญมณีที่นี่ ดินแดนที่พ่อค้าพลอยไทยหลั่งไหลเข้ามาขุดขนพลอยดิบกลับมาขายในไทย

"เคยมีข่าวฮอตมากเกี่ยวกับคนไทย เพราะคนไทยฆ่ากันตายที่เพมบามาแล้วเพราะเรื่องพลอย มีการโดนปล้น หักหลังกัน โดนจับก็เยอะ เราคนหากินธรรมดากระทบนะ พอเห็นเป็นคนไทยมีเงินคิดว่ามาค้าพลอย ทั้งที่เราเดินทางไปกลับไทย-โมซัมบิกปกติ เราโดนเมื่อปีที่แล้ว ต้องให้โชว์เอกสาร เงิน บัญชีต่าง ๆ เพราะโดนเหมา คิดว่าเป็นคนไทยแล้วจะเข้ามาค้าพลอย"

เสียงของคนไทยในโมซัมบิกเล่าถึงผลกระทบจากพ่อค้าพลอยไทยที่หลั่งไหลเข้ามา"โกยพลอย"ที่นี่ว่าการถามหาซื้อพลอยที่นี่เป็นเรื่อง"เซนซิทีฟ"

ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนไทยเดินเข้ามาถามว่า ซื้อพลอยที่ไหน ? นี่เป็นเรื่องน่าตกใจ คนไทยส่วนหนึ่งเชื่อว่าจะหาซื้อกันได้ง่าย ๆ ข้างถนนเหมือนเม็ดมะม่วง เพราะของปลอมก็มีเยอะ และพลอยคุณภาพไม่ถึงก็นำมาจากไทยเอามาขายที่นี่ "มีอะไรแปลกเยอะนะที่นี่"

ก่อนหน้า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางมาเยือนโมซัมบิก อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยนำโดยกระทรวงพาณิชย์ เริ่มเข้ามาทำให้ธุรกิจทางนี้ถูกต้อง โดยเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ตัวแทนบริษัททางโมซัมบิกเซ็นสัญญากับทางไทย แต่ปัญหาคือมีกลุ่มธุรกิจไทยแตกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอยู่มาดั้งเดิม เข้ามาบุกเบิก และกลุ่มที่มากับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กกว่ามาก

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ใน "กรุพลอย" ต่างแดน เป็นเรื่องที่ต้องตกลงและหาทางออกต่อไป



เรื่องคงไม่จบในระยะเวลาอันสั้น

"ประยูร พงษ์ตระกูล" เจ้าของบริษัท รัฟสโตนส์ เซ็นเตอร์ ที่เข้ามาทำธุรกิจพลอยในแทนซาเนียยาวนานถึง 32 ปี เล่าว่า พ่อค้าพลอยที่นี่ 80-90% เป็นคนไทย ส่งพลอยก้อนกลับไปเจียรที่กาญจนบุรี โดยเฉพาะทับทิมกับไพลิน เพราะไทยเป็นตลาดใหญ่ระดับโลก แต่ถ้าเป็นพลอยเนื้ออ่อนอย่างแทนซาไนต์ มีชื่อเสียงมากที่นี่ คนไทยไม่ค่อยทำ เพราะตลาดเป็นอเมริกา แต่ก็เริ่มเอามาเจียรบ้างแล้วอย่าง การ์เนต ทัวร์มาลีน

"พลอยเกิดมาแล้วก็หมด มันถึงเป็นของมีราคา ถ้ามีเยอะราคาก็ไม่สูง" พ่อค้าพลอยเล่า และชี้จุดที่เป็นแหล่งพลอยสำคัญในแอฟริกา ซึ่งคนไทยเข้ามาทำธุรกิจที่แทนซาเนีย มาดากัสการ์ โมซัมบิก และที่ใหม่ ๆ ก็คือ บางส่วนของประเทศคองโก รวันดา และไนโรบี เหล่านี้เป็นแหล่งซัพพลายใหญ่ของธุรกิจพลอยไทย ดังนั้นพลอยเนื้ออ่อนที่เราเห็นในตู้ตลาดกาญจนบุรี ต่างก็มาจาก "กรุพลอย" แอฟริกา

ประยูรมองว่า อนาคตการค้าธุรกิจพลอยต้องมาอยู่ที่แอฟริกาแล้ว เพราะพม่าก็ไม่มีแล้ว ส่วนออสเตรเลียก็มีกฎเกณฑ์ทำเหมืองเข้มงวดมาก ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่นักธุรกิจไทยจะจับแหล่งซัพพลายที่นี่เป็นหลัก และพากันหลั่งไหลเข้าไปค้นหาแหล่งพลอยใหม่ใต้ดินโมซัมบิก



"ตอนนี้นักธุรกิจไทยอยู่ที่แทนซาเนียแค่ 40-50 คน ลดน้อยลงแล้ว เพราะเขาข้ามไปโมซัมบิกกันหมด ไปหาโอกาสกับพลอยแดงที่โน่น เพราะมีมากกว่า เมื่อก่อนโมซัมบิกมีพลอยสำคัญ 2-3 ตัวที่เขาค้าขาย คือ อะความารีน ทัวร์มาลีน และการ์เนตแดง ส่วนพลอยแดงที่เกิดใหม่ที่เมืองมองตาเปซสร้างชื่อเสียงให้โมซัมบิกมาก"

ประยูรเล่าว่า การค้นพบแหล่งพลอยแดงที่มองตาเปซเกิดปัญหามาก เพราะว่าเมืองนั้นอยู่ห่างจากรัฐบาลกลางกว่า 2,000 กิโลเมตร ไม่มีเจ้าหน้าที่ ข้าราชการเข้ามาควบคุมอย่างเพียงพอ และยังมีนักธุรกิจบางกลุ่มที่ไม่ได้ทำตามกระบวนการที่ถูกต้อง

เนื่องจากภูมิศาสตร์ของโมซัมบิกเอื้อให้เกิดปัญหาในประเทศมากมาย เพราะตอนเหนือของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นหุบเขา ยังไม่มีถนนเข้าถึง และโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนา พื้นที่ทั้งหมดที่ว่านั้นต่างมีทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลซุกซ่อนอยู่ ทั้งแหล่งแร่ ทองคำ น้ำมัน และก๊าซ

แม้พื้นที่ลึกลับแค่ไหน ก็ไม่เกินความสามารถพ่อค้าพลอยไทย



"พิชิต นิลประภาพร"
นายกสมาคมค้าพลอยสี ไทย-โมซัมบิก หนึ่งในนักธุรกิจไทยกลุ่มบุกเบิกที่เข้ามาเสาะหาแหล่งพลอยในโมซัมบิก เล่าว่า "ย้อนไป 4 ปีก่อน เดิมทีค้าพลอยอยู่แถบแอฟริกา ไปทุกประเทศที่มีพลอย จากแทนซาเนียก็มาแหล่งพลอยใหม่ที่มองตาเปซในโมซัมบิก บุกเข้ามาจากชายแดนแทนซาเนียราว 200 กิโลเมตร มาแบบซาฟารีเลย ลุยเข้าป่า นั่งรถยนต์เข้ามาประมาณ 2 วัน จึงถึงบ่อพลอย"

นายกสมาคมค้าพลอยสีฯเล่าถึงเทคนิคตอนเข้ามาบุกเบิกในมองตาเปซว่า "มาเช่าบ้านคนดำอยู่ เวลาอยู่กินก็เผื่อเขาด้วย ตอนหลัง ๆ ก็ขอเช่าที่ปลูกบ้านของคนไทยรวม 100 กว่าหลัง บ้านเป็นแบบพื้นเมืองนี่ล่ะ สร้างด้วยไม้ไผ่สาน เอาดินโปะ แล้วเอาน้ำปูนมาทา ข้อแม้คือเราออกค่าสร้างบ้านให้หลังละ 300,000 บาท ก็อยู่บ้านนั้นไป 4 ปีไม่มีค่าเช่า หลังจากนั้นก็ยกบ้านให้เขาเลย บางรายทั้งยกบ้านให้และจ่ายค่าเช่าให้ด้วย 3,000-8,000 พัน แล้วแต่ทำเล"

ส่วนทำเลบ้านแถวบ่อพลอยของพ่อค้าพลอยไม่เหมือนที่อื่น ๆ บ้านที่แพงกว่าต้องไม่อยู่ติดถนน เพราะคนในพื้นที่ที่ขุดพลอยดิบมาขายไม่ออกมาเดินถนน ฉะนั้นทำเลบ้านที่ดีและค่าเช่าสูงของพ่อค้าพลอยคืออยู่ในซอกในซอย ไว้ใช้หลบเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พิชิตเล่าว่า "ธุรกิจ 4 ปีคล่องดี แต่บอกตัวเลขนี่บอกไม่ได้นะ เกรงจะได้รับผลกระทบ แต่ถ้าเฉลี่ย ๆ พวกเราซื้อขายต่อเดือนอย่างน้อยก็ประมาณ 1,000 ล้านบาท ช่วงพีก ๆ คือหน้าฝน จะมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มอีก 10% หน้าฝนพลอยที่นี่จะหาง่าย เพราะดิน 90% เป็นทราย ไม่กักน้ำ พอเป็นหลุมเป็นบ่อก็หาได้มากกว่าหน้าหนาวที่ไม่มีน้ำล้าง ต้องแบกกระสอบปนดินออกมา และคนขุดต้องเดินเท้าราว 15 กิโล"

พิชิตบอกตรงไปตรงมาว่า พ่อค้าพลอยไทยในโมซัมบิกขณะนี้คือ "กองทัพมด"

"เรารับซื้ออย่างเดียว เราไม่ได้ขุดนะ ถ้าบอกว่าเราขโมยขุด ไม่ใช่ เราขโมยซื้อ ต้องบอกว่าทุกเม็ดที่เอาออกไปจากที่นี่เป็นพลอยที่ผิดกฎหมายของที่นี่ทั้งนั้น เพราะพวกเขาเองไม่มีใบอนุญาตขุด ส่วนบริษัทที่ได้สัมปทานคือ บริษัท เจมส์ ฟิลด์ เขาขุดแล้วไม่ขาย เอาไปประมูลอย่างเดียวเท่านั้น"

"ข้อกฎหมายที่นี่ไม่เอื้อต่อคนเข้ามาเอาทรัพยากรของเขา ก็เหมือนกันทุกที่ มีบุคคล 3 กลุ่มที่รัฐบาลเกลียดที่สุด คือ พ่อค้าพลอย พ่อค้าไม้ พ่อค้าประมง เราเข้าไปเอาทรัพยากรเขามา ไม่มีใครเขาเต็มใจหรอก ธุรกิจหลายประเภทก็ไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐที่นี่หรอก แต่พอภาครัฐไทยเข้ามาที่นี่ ช่วงก่อนนายกฯมา เราก็ได้รับการดูแลมากขึ้น อยู่ในพื้นที่สะดวกขึ้น"



ทางกระทรวงพาณิชย์เสนอทางออก ด้วยการทำเอ็มโอยูตั้งศูนย์การค้าพลอยในมองตาเปซ กำหนดให้นักธุรกิจไทยทุกรายซื้อขายพลอยผ่านศูนย์นี้ โดยฝ่ายไทยจะร่วมกับบริษัทอีเอ็มเอ็มที่มีนายทุนเป็นชาวเลบานอน จ้างคนไทยบริหาร เก็บค่าแรกเข้าและค่าเช่ากับนักธุรกิจ และเก็บ 9% จากการซื้อขายแต่ละรายการ

พิชิตเสนอความเห็นทางฝั่งผู้ค้าพลอยในพื้นที่ว่า "ยังต้องตกลงและประนีประนอมกันอีก เพราะทุกคนในบอร์ดที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่พร้อมใจพูดว่า ไม่เข้าร่วมกับอีเอ็มเอ็ม แม้ว่ารับได้กับการหัก 9% และการเสียค่าแรกเข้า แต่ไม่ต้องการจ่ายค่าเช่าศูนย์การค้าพลอยที่อยู่ห่างจากบริเวณที่สร้างบ้านไว้ถึง 200 กว่ากิโลเมตร แล้วมารับซื้อพลอยผ่านศูนย์การค้าพลอยเท่านั้น

วิธีนี้ปิดโอกาสพ่อค้ารายเล็ก ชาวบ้านที่ขุดพลอยได้ในพื้นที่คงไม่เดินทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อมาขายพลอยที่เขาขุดได้ ฉะนั้นถ้ามีกติกานี้ขึ้นมา ผู้ค้ารายย่อยก็ต้องแย่"

นายกสมาคมค้าพลอยสี ไทย-โมซัมบิก เล่าว่า นี่ไม่ใช่ศึกเดียวที่เขาต้องเจอในภาวะการค้าพลอยแอฟริกาในปัจจุบัน เพราะที่นี่มีของปลอม และไม่ว่ายังไงก็ยังต้องหาพลอยดิบเพื่อป้อนตลาดจันทบุรีให้ได้ เพราะหากไม่มีพลอยดิบจากที่นี่ส่งกลับไป พิชิตย้ำว่า ตลาดอัญมณีไทยต้องถึงกับ "ตาย"

เนื่องจากการขนพลอยจากแอฟริกาไปป้อนตลาดที่จันทบุรีเป็นการสร้างงาน มีคนงานอยู่ในอุตสาหกรรมแต่งอัญมณีถึง 50,000 คน และไม่มีใครต้องการตกงานแน่ ๆ ฉะนั้นการมาหาพลอยถึง "กรุ" เช่นนี้ จึงเป็นทั้งการต่อลมหายใจธุรกิจ และการสร้างโอกาสในการ "โกย" ทรัพยากรที่สักวันต้องหมดลงแน่ ๆ

"เรามาที่นี่ เอาหมดเลย เม็ดเล็กขนาดเท่าเม็ดงาก็เอา ไปใช้ผลิตไซซ์ล้อมนาฬิกาปาเต๊ก ฟิลิปป์ หรือโรเล็กซ์ นักธุรกิจที่นี่หลากหลาย บางรายมีลูกน้อง 5-10 คน กระจายกันอยู่ตามบ้านหลังเล็กใหญ่ ตั้งโต๊ะรับซื้อแยกกัน คนหนึ่งซื้อพลอยคุณภาพต่ำ อีกคนซื้อคุณภาพสูง อยู่ที่นี่เก็บหมด "ทั้งขี้ทั้งขน" ตามศัพท์พลอย"

"การค้าพลอยที่นี่ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ศัพท์พลอยเรียกว่า กินกันเป็นหยดเลย แต่ช่วงมาใหม่ ๆ นี่ยังมีฟลุกบ้าง เดี๋ยวนี้ต้องสู้กันด้วยสายตาจริง ๆ เมื่อประมาณต้นปี มีนายทุนคนหนึ่งจากเมืองจันท์ปล่อยคนเข้ามาประมาณ 200 คน ทุกคนถือเงินมา 100,000 ดอลลาร์ มาซื้อพลอยที่นี่ ปรากฏว่า 8 เดือน ขาดทุนไป 400 ล้านบาท"

ฉะนั้นคนค้าพลอยที่นี่ ไม่ใช่ทุกคนชนะ มีคนแพ้ชนะ




พลอยเนื้ออ่อน เสน่ห์แอฟริกา


"พลอยเนื้ออ่อน" ที่มีอยู่มากในแอฟริกา กำลังเริ่มทำตลาดและเป็นที่นิยมมากขึ้นในตลาดซื้อขายอัญมณีในเมืองไทย โดยที่ผ่านมาได้รับความนิยมในอเมริกา ส่วน "นักเล่น" อัญมณีต่างก็สนแต่พลอยเนื้อแข็ง ซึ่งก็คือทับทิมกับไพลินนั่นเอง

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า "พลอยเนื้ออ่อน" เป็นภาษาทางการค้าของพ่อค้าพลอยไทย ซึ่งหมายถึงพลอยสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มพลอยทับทิมและไพลิน ที่เรียกกันว่า พลอยเนื้อแข็ง ทั้งนี้ไม่รวมเพชร ดังนั้น "พลอยเนื้ออ่อน" จึงเป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก พลอยเนื้ออ่อนที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น มรกต อเมทิสต์ ซิทริน โทแพซ โกเมน เพทาย เป็นต้น

ส่วนพลอยเนื้ออ่อนที่เป็น "นางเอก" ของแอฟริกา ที่คนไทยต่างตื่นเต้นเมื่อตอนนายกฯยิ่งลักษณ์เยือนแทนซาเนีย ก็คือ "แทนซาไนต์"

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติให้เกร็ดความรู้ว่า แทนซาไนต์พบแห่งเดียวที่ประเทศแทนซาเนียในแอฟริกา จัดเป็นพลอยเนื้ออ่อนชนิดหนึ่ง

การตรวจสอบเบื้องต้นทำได้ไม่ยาก เพราะพลอยชนิดนี้มี "สีแฝด" ชัดเจน 3 สี คือ น้ำเงิน, ม่วงแดง และน้ำตาลอ่อน นั่นหมายความว่า เมื่อเราดูสีพลอยโดยพลิกแทนซาไนต์ไปในทิศทางต่าง ๆ จะพบว่าสีของพลอยจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมากครับ



ภาพ อินเทอร์เน็ต