ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิกฤตการคลังมะกัน กระทบชิ่งเศรษฐกิจโลก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 03 ต.ค. 2556 เวลา 11:02:42 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ปัญหาการคลังของสหรัฐที่มีต้นตอจากความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐสภา มีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายในเศรษฐกิจของมะกันที่ยังเปราะบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในฐานะเขตเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของโลก แรงสะเทือนย่อมส่งผลต่อนานาชาติด้วย

วอชิงตันโพสต์ รายงานว่า หากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันไม่สามารถหาข้อยุติในการผ่านแผนงบประมาณฉบับใหม่ แทนแผนเดิมได้ทันก่อนเที่ยงคืนวันที่ 30 กันยายน หน่วยงานภาครัฐบางส่วนจะไม่มีงบประมาณสำหรับบริหารงานหรือจ่ายค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบลดลง แต่จะมีผลกระทบมากแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่า ภาวะชะงักงันของภาครัฐ (Government Shutdown) กินระยะเวลานานแค่ไหน ถ้าเกิดภาวะชะงักงันเพียงไม่กี่วัน

ผลกระทบก็มีเพียงไม่มาก แต่นักเศรษฐศาสตร์ตลอดจนฝ่ายการเมืองมองว่าอาจลากยาวถึงขั้นหลายสัปดาห์ได้ เมื่อดูจากจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของฝ่ายรีพับลิกันและเดโมแครต ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น นอกจากจะทำให้เงินก้อนใหญ่หายไปจากระบบแล้ว ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ จนทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนหดลง



มาร์ก แซนดิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากมูดีส์ อนาไลติกส์ ประเมินว่า ภาวะชะงักบางส่วนจะฉุดการเติบโตจีดีพีไตรมาสสี่ของสหรัฐ 0.2-2.5% แม้ภาวะดังกล่าวจะกินเวลาเพียง 3-4 วัน แต่ถ้าภาวะเงินขาดมือดำเนินไป 3-4 สัปดาห์ การเติบโตจะหายไป 1.4% และครึ่งหนึ่งของข้าราชการพลเรือนต้องหยุดงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน "ภาวะชะงักงันที่นานเกิน 1 เดือนจะทำให้จีดีพีฟุบลงทั้งไตรมาส และถ้านานกว่า 2 เดือนจะจุดชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบใหม่"

สหรัฐเผชิญกับปัญหาการคลังหยุดชะงักครั้งล่าสุดในปี 2538-2539 สมัย บิลล์ คลินตัน เป็นประธานาธิบดี แม้ช่วงนั้นเศรษฐกิจมะกันจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ยังเจอแรงกระเพื่อมจากปัญหางบประมาณขาดมือ โดยในไตรมาสสามปี 2538 จีดีพีโต 3.5% ก่อนลดเหลือ 2.9% ในไตรมาสสี่ที่เริ่มเกิดภาวะชะงักงัน และดิ่งลงสู่ 2.6% ในไตรมาสแรกของปี 2539 ก่อนดีดกลับมาเติบโต 7.2% ในไตรมาสถัดมา ซึ่งปัญหาด้านการคลังคลี่คลายลงแล้ว

อีกปมขัดแย้งที่อาจน่ากังวลยิ่งกว่าคือ การก่อหนี้ภาครัฐที่ แจ็ก ลิว ขุนคลังมะกันเตือนว่าจะทะลุเพดาน 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ ถ้าสภาคองเกรสไม่เร่งผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ก่อนเส้นตาย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐต้องหั่นรายจ่ายลง 1 ใน 3 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจต้องชะลอการจ่ายเงินสวัสดิการสังคม เงินเดือนทหาร และรายรับของแพทย์

ถ้านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในความสามารถด้านการชำระหนี้ของสหรัฐ ก็ย่อมเรียกอัตราผลตอบแทนที่สูงสำหรับการซื้อพันธบัตรมะกัน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยทั้งระบบการเงินของสหรัฐขยับขึ้นตามไปด้วย ทั้งดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือบัตรเครดิต

นอกจากนี้ นักลงทุนอาจเกิดความเคลือบแคลงในความปลอดภัยของพันธบัตรสหรัฐซึ่งเป็นฐานของระบบการเงินโลก หากพันธบัตรดังกล่าวเสื่อมมูลค่าลงก็จะกระทบต่อทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย ซึ่ง 60% ของทุนสำรอง 5 ล้านล้านดอลลาร์อยู่ในรูปเงินดอลลาร์ หรือพันธบัตรมะกัน

แม้สภาคองเกรสจะหาทางหลีกเลี่ยงภาวะชะงักงันและการผิดนัดชำระหนี้ได้ทันเวลา แต่ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ก็ยังมีผลลบตกค้างต่อเศรษฐกิจ ความปั่นป่วนในรัฐสภาจะกดดันให้ภาคธุรกิจกอดเงินสดไว้กับตัว ไม่ยอมนำไปลงทุนหรือจ้างงานเพิ่ม ปัญหาว่างงานในสหรัฐที่เริ่มบรรเทาลงบ้างแล้วมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/prachachatonline
หรือติดตามผ่านทวิตเตอร์ @prachachat