ประชาชาติธุรกิจ
ไอซีที

วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2557

ถอดรหัส "สติ๊กเกอร์ฟีเวอร์" ธุรกิจแห่สร้างแบรนด์ผ่าน "ไลน์" เข้าถึงลูกค้า

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 03 ก.พ. 2557 เวลา 13:50:02 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



มียอดคนใช้งานที่ดาวน์โหลด "ไลน์" แอปพลิเคชั่นทะลุ 300 ล้านรายไปแล้วเรียบร้อย ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2556 ที่ผ่านมา หลังเปิดตัวได้เพียง 2 ปีเศษ ๆ เท่านั้น (เปิดตัวเดือน มิ.ย. 2554)

ไม่เฉพาะ "ไลน์" แต่บรรดาแอป "แชต" ทั้งหลายนี่ล่ะ ที่เป็นตัวการทำให้ "บีบีเอ็ม-BlackBerry Messenger" จุดขายจุดแข็งซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ให้อดีตผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนโลก "แบล็คเบอร์รี่" หายวับไปกับตา เพราะให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี ๆ บนสารพัด "สมาร์ทดีไวซ์"

ที่ให้โหลดฟรีได้ก็เพราะแหล่งรายได้มาจากบริการเสริมอื่น ๆ ที่พ่วงหรือต่อยอดมาจาก "แอปแชต-ไลน์"

"ณัฐวุฒิ เลิศศรีมงคล" ผู้จัดการอาวุโสGlobal Line Business บริษัทไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจกับดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ เนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้มีประสิทธิภาพกว่าการทำตลาดรูปแบบเดิม โดยแอปพลิเคชั่น "ไลน์" เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการต่าง ๆ ของแต่ละองค์กรได้

ปัจจุบันมียอดผู้ใช้ในประเทศไทยมากถึง 20 ล้านไอดี ดังนั้นหากมีโปรโมชั่นหรือแคมเปญทางการตลาดใด ๆ ย่อมเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

"การติดต่อสื่อสารเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าการใช้วิธีเดิม เช่น โฆษณาทีวี หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีจุดเด่นเรื่องสามารถเห็นในคนหมู่มาก ซึ่งไลน์เองเริ่มมีจุดเด่นเรื่องนี้แล้ว เพราะจำนวนผู้ใช้ในประเทศไทยมีมากถึงเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรในประเทศ จึงไม่แปลกที่องค์กรต่าง ๆ จะใช้ไลน์ติดต่อกันโดยตรงผ่านออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ที่ติดต่อสื่อสารได้ผ่านข้อความต่าง ๆ แม้ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงก็ตาม"

หากนับถึงเดือน ก.ย. 2556 ที่ผ่านมา ในประเทศไทยมี "ออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์" ทั้งหมด 65 ไอดี ทั้งหมดมีฟังก์ชั่นตอบกลับได้เอง เพื่อสื่อสารกับผู้ใช้ทั่วไปได้ง่ายขึ้น สำหรับการทำ "สติ๊กเกอร์" ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรเหล่านั้นต้องการทำหรือไม่ ส่วนใหญ่แต่ละองค์กรจะออกแบบสติ๊กเกอร์เอง ในแง่รายได้หลักของ "ไลน์" มาจากการทำออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์

ขณะที่การจำหน่ายสติ๊กเกอร์ถือเป็นช่องทางสร้างรายได้จำนวนมากให้เช่นกัน โดยในประเทศไทยเริ่มมีการซื้อสติ๊กเกอร์เพิ่มขึ้น หลังผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในระบบ แต่การซื้อยังต้องใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตผูกเข้ากับไอดีของผู้ใช้งาน ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานในประเทศไทยเพราะจำนวนผู้ถือบัตรเครดิตยังน้อย



และเพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ "ไลน์" ให้ผู้ใช้ซื้อสติ๊กเกอร์ผ่านบัตรเติมเงินได้ โดยร่วมมือกับ "เอ็มเปย์","ทรูมันนี่" และ "มอล แอ็คเซส พอร์ทัล" โดยชำระผ่านเว็บไซต์ที่ store.line.me ที่ให้ซื้อไอเท็มในเกมของไลน์ที่มีอยู่ 28 เกมได้ด้วย

การซื้อผ่านช่องทางนี้ ผู้ใช้ต้องซื้อบัตรเติมเงินและคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ หลังล็อกอินด้วยอีเมล์ และพาสเวิร์ดที่ใช้สมัครบัญชีไลน์แล้วกดบุ่ม Charge เพื่อเติมเงินเข้าในระบบ (บัตรเติมเงินมีตั้งแต่ 50 บาท เมื่อเติมแล้วจะได้จำนวนเครดิตที่ใช้ซื้อสติ๊กเกอร์เท่ากับที่เติม) โดยผู้ใช้เลือกซื้อสติ๊กเกอร์ได้ตามปกติเหมือนที่ใช้ในสมาร์ทโฟน

ราคาสติ๊กเกอร์เริ่มต้นที่ 60 บาท (ในสมาร์ทโฟนคิดราคาเป็น 1.99 เหรียญสหรัฐ) เมื่อซื้อเสร็จแล้ว สติ๊กเกอร์ลายนั้นจะเข้ามาอยู่ใน My Sticker ที่แอปพลิเคชั่นไลน์ ผู้ใช้ต้องกดดาวน์โหลดเพื่อใช้งานอีกครั้ง

ทั้งนี้การใช้บัตรเติมเงินซื้อสติ๊กเกอร์จะทำได้ผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ซื้อภายใน "แอป" ได้ทันที

ด้าน นายวิศรุต เอื้ออานันท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด โมบาย แอปพลิเคชั่น และพอร์ทอล บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า เอไอเอสเป็นเจ้าแรกที่เป็นพาร์ตเนอร์กับไลน์ เพื่อทำตลาดร่วมกันผ่านออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ของเอไอเอส และสติ๊กเกอร์ "น้องอุ่นใจ" เมื่อกลางปี 2555 ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดมีการส่งสติ๊กเกอร์น้องอุ่นใจถึง 10 ล้านครั้ง/วัน ส่วนยอดผู้ติดตามออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ก็มีจำนวนเป็นที่น่าพอใจ แม้การทำตลาดผ่านวิธีนี้จะใช้ต้นทุนสูง แต่ความคุ้มค่าด้านแบรนดิ้งก็ทดแทนกันได้

กระแส "ไลน์" ที่แรงไม่มีตก ทำให้เอไอเอสเปิดตัวแอปพลิเคชั่น "เอไอเอส มาย สติ๊กเกอร์ช็อป" เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว เพื่อตอบโจทย์การใช้งานแอปพลิเคชั่นแชตที่คนไทยชอบใช้ มีจุดเด่นที่ส่งสติ๊กเกอร์ได้หลายแอป เช่น ไลน์, วอตแอป และวีแชต เป็นต้น ปัจจุบันมีสติ๊กเกอร์ 2,500 ลาย โดยร่วมกับผู้จัดทำสติ๊กเกอร์หลัก ได้แก่ Quan จากประเทศญี่ปุ่น และ "วิธิตา แอนิเมชั่น" เจ้าของแคแร็กเตอร์การ์ตูนปังปอนด์ ซึ่งแอปนี้ดาวน์โหลดได้ฟรี และทุกโอเปอเรเตอร์สามารถใช้งานได้

สติ๊กเกอร์ใน "แอป" มีทั้งฟรีและคิดค่าบริการชุดละ 19 บาท (ซื้อครั้งเดียวใช้ได้ตลอด) มียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 4.5 แสนครั้ง เป็นผู้ใช้ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 80% ไอโอเอส 20% และ 10% ของผู้ใช้ที่เคยซื้อสติ๊กเกอร์อย่างน้อย 1 ครั้ง คาดว่าในปีนี้ยอดดาวน์โหลดจะไปถึง 1 ล้านครั้ง และเตรียมเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้มีสีสันขึ้น

นอกจากนี้ยังคุยกับองค์กรต่าง ๆ ที่เคยทำสติ๊กเกอร์ในไลน์ แต่หมดอายุไปแล้ว เช่น เถ้าแก่น้อย เพื่อนำสติ๊กเกอร์ชุดเดิมมาขึ้นใน "มาย สติ๊กเกอร์ ช็อป" ในราคาพิเศษ อายุการใช้งาน 6 เดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างยืดหยุ่น หรืออาจไม่เสียเงินหากทำมาร์เก็ตติ้งร่วมกัน เป็นต้น

"ปีที่แล้วเรายังไม่ได้ทำการตลาดจริงจัง เพราะยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการชำระเงิน ทั้งหมดต้องผ่านแอปเปิลสโตร์ก่อนส่งมาให้เอไอเอส ทำให้ต้องมาแยกบัญชีว่าลูกค้าคนไหนซื้อสติ๊กเกอร์ลายใดต่างจากบนแอนดรอยด์ที่ซื้อผ่านโอเปอเรเตอร์บิลลิ่งได้ทันที ปีนี้วางแผนว่าจะเข้าไปเสนอให้องค์กรต่าง ๆ มาสร้างออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ด้วย"

"ปกรณ์ พรรณเชษฐ์" ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า การทำออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ และสติ๊กเกอร์ได้ประโยชน์ในเรื่องการสร้างแบรนด์ และเพื่อติดต่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าโดยตรง แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นหากทำแล้วมีลูกค้าสมัครมาใช้บริการเยอะจึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

สำหรับ ดีแทค นอกจากออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ และสติ๊กเกอร์ใน "ไลน์" แล้ว ยังได้ทำสติ๊กเกอร์ในเฟซบุ๊กและโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีความสำคัญในแง่การได้สื่อสารกับลูกค้า และทำให้บริษัทมีความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น

"ถ้าเข้ามาโหลดสติ๊กเกอร์และยังเก็บแอ็กเคานต์เราไว้ก็ถือว่าดี การที่เราส่งข้อความอะไรต่าง ๆ ไป 10 ครั้ง ลูกค้าอ่านสัก 5 ครั้งก็ถือว่าดีแล้ว เพราะเป็นวิธีที่ทำให้สื่อสารกับลูกค้าได้เร็วขึ้น มีอินเตอร์แอ็กทีฟมากขึ้น ถ้าเทียบกับการส่ง SMS ไป 10 ครั้ง อ่านสักครึ่งครั้งก็ถือว่าเยอะแล้ว เรามองเรื่องการโปรโมตแบรนด์ การได้พูดคุยกับลูกค้า ไม่ได้หวังผลในแง่รายได้ ซึ่งต้นทุนการทำตลาดวิธีนี้ค่อนข้างสูง บางครั้งอาจแพงเกินไป แต่การทำให้บริษัทใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้นถือว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป"