ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

SCB EIC สรุปวิเครา​ะห์มุมมองเ​ศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1 ปี 2557

updated: 05 ก.พ. 2557 เวลา 15:40:34 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บทสรุปการวิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจไทย (Outlook) ไตรมาสที่ 1 ปี 2557

อีไอซีประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.0% ในปี 2557 แต่ความไม่สงบทางการเมืองเป็นความเสี่ยงที่สำคัญและอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 2.4% เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้นจากการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศ G-3 โดยเฉพาะสหรัฐฯ ทำให้อีไอซีประเมินว่าแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะมาจากการส่งออก ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ 6% ส่วนอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปี 2556 โดยความไม่สงบทางการเมืองได้ส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) การลงทุนภาครัฐ ที่มีโอกาสล่าช้าทั้งในส่วนของการเบิกจ่ายงบลงทุนและการลงทุนนอกงบประมาณในโครงการขนาดใหญ่ 2) ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน โดยภาคธุรกิจต่างๆมีความระมัดระวังในการวางแผนการลงทุนมากขึ้น และผู้บริโภคมีแนวโน้มเลื่อนการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง เช่น บ้านและรถยนต์ออกไป และ 3) ความมั่นใจจากต่างชาติ ซึ่งจะมีผลอย่างชัดเจนต่อภาคการท่องเที่ยว และอาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนโดยฉับพลัน ทั้งนี้ประเด็นความเสี่ยงหลักต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมาจากความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารราชการได้อย่างเต็มที่ภายในครึ่งปีแรก อีไอซีประเมินว่าเศรษฐกิจอาจจะขยายตัวได้เพียง 2.4% เท่านั้น

อีไอซีประเมินค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 32-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557 และกนง.มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะลดลงไปอยู่ที่ 1.75% ภายในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจไทยขาดแรงกระตุ้นทางการคลังและมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามความกังวลต่อภาวะเงินทุนไหลออกจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กนง.ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้มากนัก สำหรับค่าเงินบาท อีไอซีคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 32-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2557 โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินบาท และค่าเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีตามสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลายลง และดุลการค้าที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของการส่งออก อย่างไรก็ตามการชะลอมาตรการ QE และภาวะเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาทตลอดทั้งปี ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทในระดับปัจจุบันจะได้สะท้อนปัจจัยนี้มาบ้างแล้วก็ตาม
 
การลดทอนมาตรการ QE และการไหลออกของเงินทุนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญในปี 2557 นอกเหนือจากเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง การลดทอนการเข้าซื้อสินทรัพย์รายเดือนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (QE) ที่ได้เริ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2557 เปรียบเสมือนการสิ้นสุดภาวะสภาพคล่องส่วนเกินของโลก และเป็นสัญญาณการเริ่มปรับนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากระดับผ่อนคลายเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติ ซึ่งจะมีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย 2 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1) การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมเงินระยะยาวของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนต่างๆผ่านตลาดตราสารหนี้ และ 2) การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อนักลงทุนในภาวะที่ค่าเงินบาทมีความอ่อนไหวค่อนข้างมากจากปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตามไทยไม่ได้มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง แตกต่างจากประเทศที่ประสบปัญหาอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย หรือตุรกีอย่างชัดเจน
 
 
 
โดย : ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
Chief Economist และ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC)
EIC Online: www.scbeic.com