ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หอการค้า ลุ้นการเมืองคลี่คลายกลางปี พยุงจีดีพีปี 2557 โต 2-3%

updated: 20 มี.ค. 2557 เวลา 14:52:06 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

หอการค้า ลุ้นการเมืองคลี่คลายกลางปี พยุงจีดีพีปี 2557 โต 2-3% ขู่หากเลยกลางปียังไม่มีรัฐบาลจีดีพีเหลือ 2% แน่นอน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าประเมินเศรษฐกิจไทย 2557 ภายใต้สมมุติฐานสถานการณ์การเมือง 3 รูปแบบ โดยรูปแบบที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด มีโอกาสเกิด 65% คือ สถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลใหม่ในช่วงกลางปี ส่งผลให้การลงทุนของภาครัฐเริ่มดำเนิการในช่วงครึ่งปีหลัง ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวกลับมามีความเชื่อมั่นในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้อัตรการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2557 ขยายตัว 2-3%

2) แบบที่รุนแรงที่สุด ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นประมาณ 25% คือ สถานการณ์ทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพ เลยพ้นช่วงกลางปีไปแล้วยังไม่มีรัฐบาล การลงทุนของภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องตลาดทั้งปี คาดเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวต่ำกว่า 2%

3) แบบที่ดีที่สุด แต่มีความน่าจะเป็นน้อยที่สุดเพียง 10% เท่านั้น คือ สถานการณ์ทางการเมืองคอ่อนข้างมีเสถียรภาพและมีรัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคม และมีการลงทุนของภาครัฐดำเนินการได้ใกล้เคียงแผนที่ได้วางไว้ ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นฟื้นตัวอย่างดีในช่วงครึ่งปีแรก คาดเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัว 3-4%

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 1 ของปี 2557 ติดลบ 1% เป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมือง ชาวนายังไม่ได้รับเงินจากการเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว ราคายางพาราตกต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่มีเงินใช้จ่าย รวมทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักธุรกิจลดลง ส่งผลทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนชะลอตัว ซึ่งจากผลกระทบดังกล่าวทำให้ไทยสูญเสียโอกาสด้านการลงทุนและการบริโภคไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2556 ถึงปัจจุบัน ทำให้เม็ดเงินดังกล่าวหายไปกว่า 4.2-4.3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เม็ดเงินที่หายไปนั้น มาจากทั้งการสูญเสียโอกาสจากงบการลงทุนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโครงการจัดการน้ำ ที่มีแผนการลงทุนมากกว่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งแผนจะนำมาลงทุนในปี 2557 กว่า 1 แสนล้านบาท โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท หายไปไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท และการสูญเสียจากการบริโภคและการท่องเที่ยวอีก 2 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 4-5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 2/2557 ที่ 1-2% เพราะได้รับปัจจัยบวกหลังจากประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลดีทางด้านจิตวิทยาด้านการท่องเที่ยวและบรรยากาศการใช้จ่ายกลับมาเป็นบวกขึ้น จึงคาดการณ์ว่า และหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาสที่ 2 ก็จะทำให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 0-1% และครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4-5% และทั้งปีคาดขยายตัวได้ที่ 2-3%

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในช่วงกลางปีจนถึงสิ้นปีก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยขาดความเชื่อมั่น อาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 2% แต่หากเกิดสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรงยืดเยื้อออกไปอีก ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจติดลบ 1 % ได้ แต่หลายฝ่ายคาดหวังจากสัญญาณสถานการณ์ทางการเมืองไทยเริ่มคลี่คลาย จึงเชื่อว่าไตรมาสที่ 3 มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้

ในขณะที่การส่งออกทั้งปี 2557 คาดจะขยายตัวอยู่ที่ะ 3.5-5.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.2-2.7% บนสมมติฐานเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และการลงทุนของภาครัฐเริ่มดำเนินการได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และสถานการณ์ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ว่าในปีนี้ไทยจะมีโอกาสขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่ก็ยังถือว่าไม่รุนแรงมาก และยังอยู่ในภาวะควบคุมได้

ส่วนกรณีที่การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับลดการใช้มาตรการการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ หรือคิวอี ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น เนื่องจากสหรัฐมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ และเชื่อว่าจะยังคงปรับลดการใช้มาตรการดังกล่าวลงอีกจนเหลือ 0 ในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ซึ่งการปรับลดมาตรการคิวอีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นการส่งออก การค้าโลกรวมถึงเศรษฐกิจโลก แต่หากเกิดกรณีสงครามรัสเชียกับยูเครน สหรัฐอาจจะคงใช้มาตรการคิวอีออกไป จากเดิมที่สิ้นสุดการใช้ในปลายไตรมาส 3

ในขณะที่กรณีหนี้เสียของจีน ที่หลายฝ่ายกังวลนั้น มองว่าขณะนี้รัฐบาลจีนได้เร่งหามาตรการควบคุม และเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจมีปัญหารุนแรง ดังนั้นโอกาสที่เศรษฐกิจโลก จะได้รับผลกระทบในปีนี้จึงมีน้อยละ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสริมให้เศรษฐกิจไทยไม่ลดลงมาก รวมถึงส่งผลดีต่อการส่งออกไทยด้วย