ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟิทช์จับตาปัญหาหนี้ครัวเรือนสั่นคลอนฐานะแบงก์ไทย

updated: 02 เม.ย 2557 เวลา 09:00:05 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งค์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง "การเติบโตของหนี้ครัวเรือนไทยคุกคามคุณภาพสินทรัพย์แบงก์" ในวันที่ 1 เม.ย. 2557 ว่า หนี้สินครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้นเป็นภัยคุกคามต่อคุณภาพสินทรัพย์ของแบงก์ ประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ โดยการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งฟิทช์คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้ที่ 2.5% ด้วยแล้ว ยิ่งสนับสนุนมุมมองด้านลบ (nagative outlook) ที่ฟิทช์ให้ไว้กับอุตสาหกรรมนี้


อย่างไรก็ตาม ยังมีความเชื่อว่า ธนาคารต่างๆ จะยังสามารถรักษาตำแหน่งในการดำเนินกิจการภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทายนี้ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้จะไม่ยืดยาวหรือมีความรุนแรงกว่าที่คาดการณ์หรือไม่


พร้อมกับนี้ ยังอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่เมื่อ 31 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 82.3% เมื่อสิ้นปี 2556 จากระดับ 77.3% เมื่อสิ้นปี 2555 และมีแนวโน้มเติบโตลดลง โดยในปี 2556 หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง 11.4% และคาดว่าแนวโน้มการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในปีนี้จะช้าลง เนื่องจากนโยบายคืนภาษีแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกได้หมดไป ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง และมีสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น
 

 

ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ของแบงก์รัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา เนื่องจากกลุ่มนี้ได้ปล่อยสินเชื่อให้ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ ตามภารกิจการยกระดับการเข้าถึงทางการเงินของรัฐ โดยพบว่า เมื่อสิ้นปี 2556 แบงก์รัฐมีส่วนให้สินเชื่อแก่ครัวเรือนคิดเป็น 29.5% อย่างไรก็ตาม การให้เครดิตในทางที่ย่ำแย่จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออันดับเครดิตของแบงก์รัฐเหล่านี้ เนื่องจากเครดิตเรตติ้งค์ของกลุ่มนี้จะเชื่อมโยงกับเครดิตเรตติ้งของประเทศด้วย

 


อีกทั้ง ฟิทช์ เชื่อว่า ธนาคารพาณิชย์จะสามารถจัดการกับความเสี่ยงจากหนี้สินภาคครัวเรือนได้ เนื่องจากขนาดของหนี้ยังไม่ได้เกินกว่าระดับที่น่าเป็นห่วง โดยปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์มีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนในสัดส่วน 42.5% ของหนี้สินภาคครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่พอร์ตสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีสมดุลที่ดี โดยมีสัดส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคเพียง 30% เท่านั้น ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จึงยังสามารถขยายทุนและมีพื้นที่รองรับการปล่อยสินเชื่อภายใต้สภาวะที่ท้าทายต่างๆ ในอนาคตได้

 


แม้จะมีสัญญาณถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลงแล้ว เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อสิ้นปี 2556 หรือเพิ่มขึ้น 1.9% จากฐานปีก่อนหน้า พร้อมกับหนี้ที่กล่าวอ้างถึงเป็นพิเศษ (SM) เพิ่มขึ้น 70 เบสิคพอยท์ หรือ 3.5% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราสินเชื่อต่อเงินฝากเพิ่มสูงขึ้นถึง 97% ก็ตาม


 

ในตอนท้ายรายงาน ฟิทช์ระบุว่า ความเสี่ยงเชิงระบบน่าจะเพิ่มขึ้น หากการเติบโตของหนี้ครัวเรือนไม่ได้ลดลง ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายกับปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ที่ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการว่างงาน และเงินเฟ้อ จึงน่าจะเป็นความเสี่ยงต่อระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น หากยังต้องให้บริการด้านการให้สินเชื่อกับภาคครัวเรือนภายใต้ภาวะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ไม่เติบโตเช่นนี้