ประชาชาติธุรกิจ
ซีเอสอาร์ - เอชอาร์

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

คิดอย่างคนเคทีซี "เราจะเป็นที่ 1 ในปี 2018"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 05 มี.ค. 2558 เวลา 18:30:11 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ถ้าคุณใช้เงินดึงคนโดยไม่ใช้ใจ อย่างไรก็ทำงานได้ไม่ดี แต่ไม่มีเงิน ก็อดตาย ทำงานได้ไม่ดีเช่นกัน

ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นับตั้งแต่ "ระเฑียร ศรีมงคล" เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ "เคทีซี" ตั้งแต่ปี 2555

ล้วนมีความท้าทายเกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจบัตรเครดิตเป็นอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัยในปี2554

ปัญหาวิกฤตทางการเมืองจนทำให้เกิดมหกรรมกีฬาสีในหลายกลุ่ม ที่ล้วนต่างทำให้ยอดบัตรเครดิตในกลุ่มธนาคารต่าง ๆ ไม่เติบโตเท่าที่ควร แต่หลังจากที่ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มเบาบาง

กลุ่มธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารต่าง ๆ จึงค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น

รวมทั้งบัตรกรุงไทยเคทีซีด้วย



"ระเฑียร" ยอมรับว่า ที่ผ่านมาอาจมีความท้าทายในการบริหารหลายอย่าง แต่สำหรับเรื่องคน หรือพนักงานยังเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ๆ เพราะเขามองเห็นว่าการพัฒนาพนักงานเป็นหน้าที่ของเราในฐานะนายของเขาคนหนึ่ง

"จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเรา และเป็นหน้าที่ของนายในระดับชั้นถัด ๆ ไปด้วยที่จะต้องมีหน้าที่ดูแลและพัฒนาลูกน้องให้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน ผมคิดว่าเคทีซีเป็นองค์กรหนึ่งที่มีการพัฒนาเรื่องนี้เยอะมาก"

"นอกจากนั้นเรายังมี CRM มี Balanced Scorecard โดยเราไม่ได้ไปซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป แต่เรายอมจ่ายให้กับผู้เชี่ยวชาญจากเมืองนอก ซึ่งเป็นคนมือดีที่สุด จะกี่ล้านก็ได้เพื่อมาสอนคนของเราให้ปฏิบัติ เราบอกเขาว่าไม่ต้องมาเขียนให้เรา แต่คุณต้องสอนคนของผมให้เป็นคนเขียน คุณแค่เป็นโค้ช คุณจะคิดแพงขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่ได้คือเราต้องได้คนของเราเป็นคนทำเรื่องเหล่านี้ เพราะลูกน้องเป็น Successor ที่ต้องสร้างให้เขาเข้าใจมากที่สุด"

"ผมว่าสิ่งที่เคทีซีทำทั้งหมดในวันนี้มาจากการผลิตจากภายในทั้งหมด ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้เรามีจุดแข็งคือเวลาใครมาถามว่า สินค้าของคุณคืออะไร และอะไรที่เราจะไปแข่งกับคนอื่น เขาสามารถตอบได้ เพราะเขารู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ"

"เพราะธุรกิจอุตสาหกรรมการบริการหัวใจอยู่ที่คน เราต้องเอาคนที่มีคุณภาพและมีพันธกิจเดียวกัน ผลเช่นนี้จึงทำให้เราต้องเซตพันธกิจ เพื่อให้เขาเห็นว่าวิสัยทัศน์ของบริษัทคืออะไร เราต้องทำให้ทุกคนเห็นวิสัยทัศน์เดียวกันว่านี่คือทิศทางที่เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า ที่สำคัญจะต้อง Aline ไปด้วยกันทั้งหมด"

ทั้งนั้น เพราะคนจะอยู่กับเคทีซีจะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่างคือ

หนึ่ง เงิน

สอง หัวใจ

โดยเรื่องนี้ "ระเฑียร" มองว่า ถ้าคุณใช้เงินดึงคน โดยไม่ใช้ใจ อย่างไรก็ทำงานได้ไม่ดี แต่ถ้าคุณได้ใจ แต่ไม่มีเงิน ก็อดตาย ทำงานได้ไม่ดีเช่นกัน เพราะฉะนั้นเงินกับหัวใจจึงต้องมาพร้อม ๆ กัน

"ถ้าถามว่า เคทีซีจะเพิ่มคนไหม ผมบอกได้เลยว่าไม่เพิ่ม คุณทำงานหนักก็จริง แต่รับรองว่าผมจ่ายโบนัสคุณหงายหลังแน่ เพราะเราดูตามผลประกอบการ กำไรเราเยอะ เราก็จ่ายเยอะ คอนเซ็ปต์เราง่ายนิดเดียว เงินที่หามาได้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งคือผู้ถือหุ้น ส่วนหนึ่งพนักงาน และอีกส่วนหนึ่งผู้ถือบัตร"

"ผู้ถือบัตรถ้าเขาไม่ได้กำไรที่ดี เขาไม่ใช้บัตรเราหรอก ดังนั้นถ้าเราจะให้เขาใช้บัตรเรา จึงต้องมั่นใจว่าของเราดีที่สุด โดยต้องทำต้นทุนให้ต่ำกว่าคนอื่น ซึ่งการจะให้ต้นทุนต่ำกว่าคนอื่นอยู่ที่คน"

"เพราะคนเป็นผู้คิดวิธีที่จะทำให้เกิดต้นทุนต่ำ แต่บางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้คน โดยบริบทของเราคือถ้าเซตให้เห็นชัดเจนว่าถ้าคุณมาที่นี่ คุณไม่สบาย ถ้าคิดสบาย ไปอยู่ที่อื่น เพราะมาที่นี่ชีวิตคุณไม่สนุก คุณจะนั่งกิน นอนกินไม่ได้ แต่ถ้าคุณคิดว่ามาที่นี่ เพื่อทำงานด้วยใจ และมีความสุขกับการทำงาน คุณมีความสุขกับงานอย่างแน่นอน และเมื่อคุณทำงานได้ดี เราจะรีวอร์ดคุณจนไม่ต้องไปกังวลที่จะไปทำงานที่อื่น"

นอกจากนั้น "ระเฑียร" ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วอายุของซีอีโอ ทั้งนั้นเพื่อให้คนรุ่นใหม่มาสานต่อ และจะต้องทำองค์กรให้เป็นสถาบัน โดยไม่ยึดติดที่ตัวบุคคล ผมว่าถ้าเราวางระบบที่ดี มีการอบรมพนักงานที่ดี เราจะได้บุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

"สิ่งสำคัญอีกอย่าง ปีนี้เป็นปีที่เคทีซีทำเรื่องแบรนดิ้งด้วย ถึงต้องมาใส่ใจกับคนมาก เราตั้งเป็นโรลโมเดล เพราะผมคิดว่าทุกอย่างไม่อยากให้อยู่ที่คนคนเดียว กลัวจะไม่มีการสืบทอดตำแหน่ง ดังนั้นเรื่องแบรนดิ้งก็เหมือนกัน โดยขั้นตอนเรามาดู Talent ในบริษัทที่คิดว่าคนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนดิ้งในอนาคต"

"เพราะเราต้องการ Transform คน และทุกอย่างจะต้องสะท้อนกลับมาที่แบรนด์ของเรา ดังนั้นการสะท้อนกลับของแบรนด์ พนักงานจะต้อง Engagement แต่การที่พนักงานจะ Engagement ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ เราจะต้องเอากลุ่ม Talent ประมาณ 15 คนเข้ามาอยู่ในกระบวนการ"

"จากนั้นผมจะจ้าง 2 บริษัทมาแข่งกันในทีว่าจะเอาคอนเซ็ปต์ของใคร เพื่อให้เขาเข้ามาอยู่ในกระบวนการการสร้างแบรนด์ตั้งแต่การพัฒนา Brand Architecture ว่าแต่ละชั้นผลออกมาจะเป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง คือเห็นทั้งกระบวนการเลย มีการสัมภาษณ์ลูกค้า ดูการตลาด คู่แข่ง โดยเราอาจเลือกคนที่เป็น Talent เข้ามา และโหวตเสียง ทั้งที่จริงเราเป็นซีอีโอต้องเป็นคนกำหนดวิสัยทัศน์ แต่เราอยากเช็กดูว่าแต่ละคนเข้าใจใกล้เคียงกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง"

ถึงตรงนี้จึงอดถาม "ระเฑียร" ถึงความภูมิใจในการบริหารเคทีซีนับแต่ปี 2555 ว่ารู้สึกเช่นใดบ้าง เขาจึงตอบว่า ผมภูมิใจที่พนักงานเคทีซีมีความรักกันมากกว่าเดิม ผมภูมิใจที่เห็นพนักงานมีความสุข เพราะชีวิตเรา 24 ชั่วโมง อยู่บริษัทเกิน 12 ชั่วโมง และผมคิดว่าความสำเร็จทั้งหมดเป็นความภูมิใจร่วมกันมากกว่า

"ทั้งหมดนี้ผมมีส่วนน้อยมาก ทำไม่ได้หรอก ถ้าคนที่นี่ไม่ร่วมมือร่วมใจกัน ผมคิดว่าคนเคทีซีมีพัฒนาการเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา เปลี่ยนจากวันแรกที่ผมเห็น จนถึงวันนี้เคทีซีไม่เหมือนเดิม แตกต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อนเยอะมาก ทั้งวิธีการทำงาน หลักการทำงาน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในเคทีซีเอง หรือวิธีการดิวธุรกิจกับคนข้างนอก เราเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น"

"ที่สำคัญเรามีวิสัยทัศน์ว่าเราจะเป็นที่ 1 ในใจคน และพร้อมจะเป็นบัตรแรกในใจคน ของอย่างนี้ไม่ใช่สร้างกันง่าย ๆ และไม่ได้สร้างด้วยคนคนเดียว ผมจึงเชื่อว่าเคทีซีทั้งหมดในองค์กรสามารถทำให้สิ่งนี้เกิดได้ แต่ว่าจะไม่เกิดเพียงชั่วข้ามคืน เพราะกรุงโรมยังไม่สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใด เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีทางเสร็จในระยะเวลาสั้น ๆ"

"ดังนั้น 4 ปีที่เหลืออยู่ ผมจึงกำหนดเป้าหมายว่าจะเป็นที่ 1 ในปี 2018 ตรงนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้ เพราะเราดูจากมาร์เก็ตแชร์ที่เริ่มดีขึ้น ทั้งยังมีเสียงตอบรับในตลาดดีขึ้น นอกจากนั้นเรายังมี Shadow Survey ที่ทำให้เราเชื่อว่าภาพรวมนั้นเราดีขึ้นจริง ๆ"

อันเป็นสิ่งที่ "ระเฑียร" ภูมิใจในวันนี้ ในวันที่เขาคิดไม่ผิดเลยที่เข้ามาบริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ "เคทีซี"




ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat