ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

ราคาน้ำตาลโลกดิ่งทำส่งออกเดี้ยง "โควตาข." ป่วน 40 ล้านกระสอบค้างเติ่งขายไม่ได้

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 26 ส.ค. 2558 เวลา 18:00:22 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อนท.ชะงักขายน้ำตาลโควตา ข. 8 ล้านกระสอบไม่ออก หลังราคาน้ำตาลตลาดโลกดิ่งเหลือ 10 เซนต์ต่อปอนด์ ขณะที่น้ำตาลโควตา ค.พิเศษ 35 ล้านกระสอบของฤดูผลิตเก่า ยังกองค้างเติ่งเทรดเดอร์ยื้อไม่ส่งเรือมารับ คาดแนวโน้มฤดูการผลิตหน้าหนัก ราคาน้ำตาลส่งสัญญาณเลขหลักเดียว "รมต.อรรชกา" สั่งด่วนสรุปแผนปรับโครงสร้างอ้อยน้ำตาลให้จบกันยายนนี้ เสนอทางออกรายได้กองทุนอ้อยฯให้เก็บจากการขายน้ำตาลทุกตันทดแทนเงิน 5 บาท คล้ายกองทุนยาง กองทุนน้ำมันฯ

ชาวไร่อ้อยแจงเงิน 5 บาทที่เก็บจากราคาน้ำตาลในประเทศไม่ควรยกเลิก ชี้ไม่ขัด WTO เพราะใช้กฎหมายต่างกัน พร้อมเห็นด้วยแนวคิดรวมเอทานอลและไฟฟ้าในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ย้ำระบบปัจจุบันดี แต่ยังไม่มีกรอบกฎหมายชัด ขีดเส้น 26 ส.ค.ต้องได้ข้อสรุป

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมน้ำตาล เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกอยู่ในช่วงทิศทางขาลงมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังซบเซา โดยราคาล่าสุดเฉลี่ยประมาณ 10.3 เซนต์ต่อปอนด์ และมีแนวโน้มว่าอาจจะได้เห็นราคาตัวเลขหลักเดียว ส่งผลให้ขณะนี้ทางบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) ยังไม่ได้ตกลงขายน้ำตาลโควตา ข. ฤดูการผลิตปี 2558/2559 จำนวน 8 ล้านกระสอบให้กับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน น้ำตาลโควตา ค.พิเศษ ฤดูการผลิตปี 2557/2558 ยังเหลืออยู่ประมาณ 35 ล้านกระสอบ ซึ่งผู้ซื้อในต่างประเทศไม่นำเรือเข้ามารับ เนื่องจากทิศทางราคาที่ดิ่งลงทุกวัน

"ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่าน ๆมา อนท.จะเริ่มทยอยตกลงราคาขายน้ำตาลโควตา ข.ไปบ้างแล้ว แต่ปีนี้ยังไม่ได้ทยอยขายออกไปเลย เพราะราคาดิ่งลงทุกวัน ทำให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศ และบริษัทเทรดเดอร์ยังชะลอดูทิศทาง ซึ่งยังมีแนวโน้มวิ่งลงต่ออีก หากตกลงราคาไปก่อนจะขาดทุนทันที เช่นเดียวกันราคาน้ำตาลโควตา ค.พิเศษที่ยังไม่นำเรือเข้ามารับ เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอ กำลังซื้อลดลง แถมราคาที่ซื้อไว้ล่วงหน้าตอนนั้นประมาณ 18 เซนต์ต่อปอนด์ก็ขาดทุนกันไปแล้ว แต่หากถึงกำหนดไม่มารับต้องจ่ายค่าปรับให้กับฝ่ายไทย ตอนนี้พวกโรงงานน้ำตาลเป็นกังวลกันว่าจะต้องหาที่รองรับน้ำตาลที่ยังขายออกไป ซึ่งเพิ่มภาระค่าโกดังเก็บสินค้ากันอีก" แหล่งข่าวกล่าว

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้การปรับโครงสร้างอ้อยน้ำตาล เรื่องระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70 : 30 ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้ คงต้องรอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้ามาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต่อ ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างทั้งระบบคงเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นโครงสร้างที่ใช้กันมานาน โดยประเด็นหลักที่หารือกัน ได้แก่ 1.เรื่องการนำอ้อยและน้ำตาลไปแปรรูปทำผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง เช่น นำน้ำอ้อยไปทำเอทานอล ซึ่งประเด็นนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลเพียงบางแห่งเท่านั้นที่นำน้ำอ้อยไปทำเอทานอล ไม่ใช่ว่าโรงงานทุกรายจะทำ ดังนั้น ต้องรับฟังความเห็นของแต่ละโรงงานด้วย ต้องมาดูว่าจะออกมาในรูปแบบไหน 2.การปรับปรุงเรื่องระบบในการคิดราคาอ้อย 3.การได้มาซึ่งรายได้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลคงต้องผลักดันกันต่อไป

"ความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างระบบนี้ตอบได้เลยว่า ไม่แน่ใจ คงเป็นไปได้ยาก เพราะมันคือโครงสร้างที่ใช้กันมานาน และการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลต้องดูภาพรวมของสถานการณ์ขณะนี้ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการ โรงงาน ชาวไร่อ้อย และนโยบายของรัฐบาล คงต้องรอกันต่อไปอาจจะยังไม่มีข้อสรุปในช่วงนี้" นางอรรชกากล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้นางอรรชกาได้สั่งการให้คณะทำงานเรื่องการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลให้หาข้อสรุปทั้งหมดให้ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป เพราะต้องมีการปรับแก้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลปี 2527 ทั้งนี้ ประเด็นที่หารือเป็นเรื่องสูตรการคิดราคาน้ำอ้อยที่จะไปทำเอทานอลปัจจุบันอิงราคาน้ำตาลโควตา ข. หากจะปรับวิธีการคิดต้องนำน้ำอ้อยไปแยกส่วนประกอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อดูว่าจะเหลือมาเป็นเอทานอลเท่าไหร่ ส่วนกรณีเรื่องรายได้จากการผลิตไฟฟ้า โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องการได้มาซึ่งรายได้ของกองทุนอ้อยฯจากปัจจุบันที่เก็บค่าน้ำตาลโควตา ก. 5 บาท มีการหารือว่า ควรจะมีการเก็บเงินจากน้ำตาลทุกตันที่ผลิตขึ้นมาขายภายในประเทศและส่งออก เช่น อาจจะคิดตันละ 1 บาท หักเข้ากองทุน คล้ายกับระบบการจัดเก็บเงินของกองทุนสวนยางฯ และกองทุนน้ำมันฯ เป็นต้น

นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีการประชุมมา 3-4 ครั้งแล้ว ซึ่งพยายามจะให้ได้ข้อยุติภายในสัปดาห์นี้ โดยประเด็นที่หารือเรื่องสำคัญชาวไร่เสนอว่า ควรให้มีการแก้ไขกฎหมาย จากปัจจัยระบุอ้อยให้นำไปทำน้ำตาลอย่างเดียว และผลพลอยได้มีเพียงกากน้ำตาลอย่างเดียว ไม่ได้รวมถึงการนำน้ำอ้อยไปทำเอทานอล และไม่ได้รวมกากอ้อยไปทำพลังงานไฟฟ้า เพราะฉะนั้น กระบวนการทั้งหมดที่มาจากต้นอ้อยต้องปรับใหม่ตามความเหมาะสมและชัดเจน ส่วนกรณีดังกล่าวนี้โรงงานจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ต้องว่ากัน 2.ต้องมีการกำหนดประสิทธิภาพด้วย เพราะแต่ละโรงงานมีประสิทธิภาพต่างกัน บางโรงคุณภาพดี บางโรงก็ไม่ดี ต้องมาคุยกันเรื่องตัวเลขค่าต่าง ๆ จะอยู่จุดกึ่งกลางที่ประมาณเท่าไหร่ ส่วนเรื่องรายได้ของกองทุนจากเงิน 5 บาทที่ได้จากการขายน้ำตาลโควตา ก. ยังคงให้มีต่อไป

นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการบริษัท และกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ผ่านมาเห็นว่า มีความยุติธรรมดีอยู่แล้ว กรณีที่ชาวไร่อ้อยจะขอแบ่งปันผลประโยชน์เพิ่มจากการทำเอทานอล และโรงไฟฟ้า ทางฝ่ายโรงงานน้ำตาลไม่เห็นด้วย

ทุกวันนี้มีการแบ่งให้อยู่แล้ว เหมือนกากน้ำตาล สูตรคำนวณราคาอ้อยมีรายรับออกมาชาวไร่อ้อยได้รับการแบ่งไปแล้ว การที่โรงงานน้ำตาลต้องลงทุนเพิ่มทำเอทานอล ทำโรงไฟฟ้าแล้วมาขอเพิ่ม มันก็ดูแปลก ๆ

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat