ประชาชาติธุรกิจ
ไอซีที

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

ยกระดับงานรับ-ส่งเอกสาร Skootar สร้างเครือข่ายเมสเซนเจอร์

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 11 พ.ค. 2559 เวลา 08:45:51 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

หลังเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจดั้งเดิม หรือในภาษาสตาร์ตอัพเรียกว่า Disrupt เช่น แอปพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ "Uber" ทำให้รถยนต์ส่วนตัวหรือมอเตอร์ไซค์ทั่วไปแปลงร่างมาให้บริการได้เช่นเดียวกับแท็กซี่ แน่นอนว่ากระทบกับผู้ขับขี่แท็กซี่ตัวจริงเสียงจริง หรือกรณี AirBNB ที่กำลังฮอตฮิตในหมู่นักเดินทางท่องเที่ยวทั้งหลาย เพราะจองที่พักกับเจ้าของโดยตรง ประหยัดเงินไปได้เยอะ ก็กระทบกับธุรกิจโรงแรมเช่นกัน ล่าสุดกับบริการรับส่งเอกสารก็มีสตาร์ตอัพน้องใหม่พัฒนาบริการขึ้นมาแล้ว

"ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับ "สุวัฒน์ ปฐมภควันต์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท สกู๊ตตาร์ จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น "Skootar" เกี่ยวกับที่มาที่ไปของบริการ แผนธุรกิจ ตลอดจนเป้าหมาย



- จุดเริ่มต้นของ Skootar

ไอเดียของการนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจเมสเซนเจอร์ส่งเอกสารเริ่มเมื่อเดือน ก.ค. 2557 ผมไม่มีประสบการณ์ด้านสตาร์ตอัพมาก่อน เพราะทำธุรกิจส่วนตัวมากว่า 10 ปี และพบปัญหาเกี่ยวกับการส่งเอกสารผ่านเมสเซนเจอร์ก็เลยอยากแก้ปัญหานี้ จึงไปพบกับเพื่อนอีก 2 คน คือ "โก้-กมลพฤทธิ์ ชุมพล" นักการตลาด กับ "นุ-ธีภพ กิจจะวัฒนะ" นักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อออกแบบโปรดักต์ พร้อมทำแผนธุรกิจ และลองนำไปประกวดในรายการ Angel Hack Bangkok

ในปีนั้นก่อนได้รางวัลชนะเลิศขึ้นมา จึงคิดว่าโมเดลธุรกิจนี้ทำได้จริง จึงจดทะเบียนบริษัทในสิ้นปีนั้น และเริ่มจริงจังกับการสร้างโปรดักต์

- Skootar ให้บริการเมื่อไหร่

ก่อนให้บริการ เรานำแผนธุรกิจ และ โปรดักต์ไปประกวดอีก 2 รายการ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ เช่น ECHELON Thailand ที่ติดอันดับ 1 ใน 8 มา ดังนั้น เมื่อได้เงินทุนมาก้อนหนึ่งจึงเริ่มต้นให้บริการ Skootar ผ่านหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส และแอนดรอยด์ในเดือน ก.พ. 2558

ตอนนั้น Skootar เป็นเพียงรายเดียวที่ให้บริการแพลตฟอร์มรวบรวมเมสเซนเจอร์ส่งเอกสารมืออาชีพในประเทศไทย ไม่มีคู่แข่งเลย แต่ด้วยความเป็นเทคโนโลยี ทำให้องค์กรต่าง ๆ ยังไม่คุ้นชิน และยังเลือกใช้บริษัทเมสเซนเจอร์ 30-40 รายในกรุงเทพฯไปก่อน

- ตอนนี้มีคู่แข่งหรือยัง

จริง ๆ พอ Skootar เริ่มให้บริการก็มีผู้เล่นหน้าใหม่ ทั้งกลุ่มทุนต่างประเทศ และสตาร์ตอัพสัญชาติไทยเข้ามาในตลาด ก่อนที่เราจะลอนช์โปรดักต์ได้ทำการสำรวจตลาดพบว่ามีบริษัทเมสเซนเจอร์รับส่งเอกสารในกรุงเทพฯและปริมณฑล 30-40 ราย มีเมสเซนเจอร์ 12,000 คนในระบบ และยังมีเมสเซนเจอร์มืออาชีพอีก 6,000 คนที่พร้อมรับงาน เป้าหมายหลักของบริษัทเหล่านี้ คือ ส่งเอกสารให้เอสเอ็มอีกว่า 6 แสนรายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ทำให้มูลค่าตลาดมีหลักร้อยล้าน ทำให้สตาร์ตอัพอยากเข้ามา Disrupt อุตสาหกรรมนี้

- มีใครบ้างเป็นคู่แข่ง

6 เดือนหลัง Skootar ให้บริการก็มี Grab Express ของกลุ่ม Grab จากนั้นรายอื่น ๆ ก็เตามมา เช่น Lalamove จากฮ่องกง, Rush Bike ที่เป็นสตาร์ตอัพสัญชาติไทย และยังไม่นับความจริงจังในการทำตลาดมากขึ้นของผู้เล่นหน้าเก่า เช่น Kerry Express ทำให้ตอนนี้มีผู้เล่นในตลาดเมสเซนเจอร์อยู่ 4 รายเมื่อรวมเราแล้ว และปีนี้น่าจะมีทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดนี้อีก แต่ถ้ารวมบริการรับส่งคนด้วยจะมีทั้งหมด 7 รายที่เห็นในตลาด ซึ่งเราคงไม่เข้าไปบุกตรงนี้ เพราะมีการแข่งขันสูง และกฎหมายเมืองไทยยังไม่รองรับเรื่องนี้

- Skootar ต่างจากรายอื่นตรงไหน

ผู้เล่นรายอื่นในตลาดจะโฟกัสที่การส่งสินค้าเป็นชิ้น ๆ เพื่อตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ โดยเฉพาะบนเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เพื่อส่งสินค้าได้เร็วขึ้น แต่ Skootar จะไม่เจาะกลุ่มนี้เพราะต้องการโฟกัสที่ลูกค้านิติบุคคล และเน้นที่งานเอกสารที่ยังไม่มีใครนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหานี้ได้ทุกจุด

อย่างไรก็ตาม Skootar ยังรับงานจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เช่นกัน เพราะเรามีจุดเด่นเรื่องประกันการส่งเอกสารและสินค้า 2,000 บาท ทำให้ยอดใช้งานทั้งหมดของระบบจะมาจากบริษัทต่าง ๆ ที่ใช้เราเพื่อเก็บเช็ค, วางบิล หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ส่วนที่เหลือจะมาจากการรับส่งสินค้าที่อยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ

- อัตราค่าบริการคิดอย่างไร

เริ่มต้นที่ 70 บาท ใน 10 กม.แรก หลังจากนั้นคิดเพิ่ม 10-15 บาท/กม. แล้วแต่ระยะทาง โดยมีบริการเสริมคือ นำเช็คเข้าบัญชีหลังถึงที่หมายคิด 40 บาท, มีจุดแวะรับส่งคิดเพิ่ม 40 บาท/จุด, มีขากลับมาต้นทาง หรือเก็บเงินปลายทางแล้วนำกลับมาส่งคิดเพิ่ม 50% ของยอดใช้บริการ โดยหลังจากเรียกใช้งานเมสเซนเจอร์จะมาถึงภายใน 1-2 ชม. และหลังจากเสร็จงานสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, หักบัญชีธนาคาร และเคาน์เตอร์เซอร์วิสต่าง ๆ และนอกจากเดินเอกสารและวางบิล ยังรับส่งพัสดุหรืออาหารขนาดไม่เกิน 50x50x80 ซม. และหนักต่ำกว่า 20 กก.

- แนวโน้มการแข่งขัน

เรียกว่าน่ากลัวทุกเวลา เพราะตอนนี้มีทุนต่างชาติเข้ามาเยอะ ทำให้มีโอกาสที่พวกเขาจะทุ่มตลาดผ่านการเล่นสงครามราคา และทำให้สตาร์ตอัพอย่างเราทำธุรกิจยากขึ้นทันที ดังนั้น เราต้องเร่งตัวเองให้มีบริการใหม่ พร้อมขยายฐานบริการ เช่นตอนนี้มีเมสเซนเจอร์มืออาชีพในระบบเกือบ 1,000 ราย สิ้นปีนี้พยายามให้เกิน 1,000 รายให้ได้ และตอนนี้เราให้บริการแค่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่เร็ว ๆ นี้อาจขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ เน้นที่จังหวัดที่มีเอสเอ็มอีอยู่เยอะ และต้องวิ่งงานเอกสารเป็นประจำ รวมถึงเพิ่มยอดดาวน์โหลดใช้งานแอปพลิเคชั่นให้มากกว่าที่มีอยู่กว่า 2,000 ดาวน์โหลด

- แผนการตลาดปีนี้วางไว้อย่างไร

หลังจากที่ปีก่อนเราค่อย ๆ ประชาสัมพันธ์ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้มีคนรู้จัก Skootar ระดับหนึ่ง ทำให้ปีนี้เราจะรุกตลาดมากขึ้น โดยฝั่งออนไลน์จะทำโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงผู้ใช้ได้มากกว่าเดิม ส่วนออฟไลน์นั้นเราก็เตรียมทำแพ็กเกจพิเศษเพื่อไปเสนอกับองค์กรต่าง ๆ โดยตรง พร้อมกับเดินหน้าพูดคุยกับบริษัทเมสเซนเจอร์ดั้งเดิมเพื่อร่วมธุรกิจ หรือช่วยพัฒนาโซลูชั่นให้บริษัทเหล่านั้น เพราะตอนนี้เราก็เหมือนแข่งกับพวกเขาอยู่ แต่การที่เรามีโอกาสร่วมกัน และช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ไปด้วยกันก็น่าจะเป็นรูปแบบที่ดีกว่า

- เป้าหมายระยะยาวไหม

จริง ๆ เราก็มองการให้บริการในระดับอาเซียน แต่กว่าจะถึงจุดนั้นคงต้องแข็งแรงในประเทศให้ได้ก่อน และหวังร่วมมือกับบริษัทเมสเซนเจอร์ดั้งเดิมในไทยให้มาใช้เทคโนโลยีเรา เพื่อยกระดับบริการเมสเซนเจอร์ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนเรื่องบริการส่งคนเรายังยึดว่าไม่ไปร่วมแข่ง โดยเพื่อให้แผนเหล่านี้เป็นจริงได้ ปีนี้จึงเตรียมระดมทุนในระดับ Series A หรือสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการชูจุดเด่นเรื่องการทำธุรกิจที่ยังไม่มีใครทำ และยอดใช้งานกับรายได้ของ Skootar ก็เติบโต 50% ทุกเดือนอีกด้วย


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat