ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

เรื่องนี้อีกยาว!"บิ๊กตู่"ปัดใช้ ม.44เรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.6 หมื่นล. เปิดช่องต่อสู้ในศาลอีกรอบ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 14 มี.ค. 2560 เวลา 18:10:27 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่มีกรณีนี้ขึ้นมาหลักการสำคัญให้แนวทางไปแล้วว่าใช้หลักนิติธรรม และไม่ใช่มาตรา 44 กับเรื่องนี้เพราะจะกลายเป็นว่าไปรุกไล่ฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ แต่ให้มีการประชุมคณะใหญ่ที่เกี่ยวข้องที่มีนายวิษณุเครืองาม รองนายกฯ เป็นประธาน ได้ข้อยุติให้ใช้กฎหมายปกติ โดยมีกระทรวงการการคลังดำเนินการเรียกภาษีแต่จะได้หรือไม่ได้ต้องไปเข้ากระบวนการยุติธรรมให้ทุกฝ่ายได้มีสิทธิโต้แย้งในศาลไปดูความเป็นไปเป็นมาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมถึงศาลภาษีอากร

“ไม่ใช่สั่งนี่สั่งโน่น สั่งไม่ได้ เป็นเรื่องฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาโดยสรุปกรมสรรพากรจะเรียกประเมินภาษีให้ทันก่อนหมดอายุความ 31 มีนาคม การดำเนินการเรื่องนี้เป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการร่วมทั้งหมดให้เป็นไปตามข้อสังเกตของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวจะเป็นปัญหายืนยันว่าไม่ได้รังแกใครก็ต้องดูคำพิจารณาของศาลฎีกาว่ามีการวางแผนแยบยลกันหลายทอดสรรพากรก็ต้องดำเนินการต่อไป”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว



พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงในกรณีเดียวกันว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ โดยนายทักษิณขายหุ้นให้แอมเพิลริชและแอมเพิลริชขายหุ้นต่อให้นายพานทองแท้ นางพินทองทา ชินวัตร ในราคาหุ้นละ 1บาทห่างกันไม่กี่นาทีนายพานทองแท้ นางพินทองทาก็ขายหุ้นที่ซื้อจากแอมเพิลริชขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กในราคาหุ้นละ49 บาท ได้กำไร 48 บาท ปรากฏว่าการซื้อขายหุ้นดำเนินการในปี 2549 ต้องมีการเสียภาษีในเดือนมีนาคม 2550 แต่นายพานทองแท้ นางพินทองทาไม่ได้ดำเนินการเสียภาษี เมื่อกรมสรรพากรออกหมายเรียกแต่ไม่มาจึงเข้าสู่การประเมินภาษีก็ยังไม่จ่าย ขั้นสุดท้ายกรมสรรพากรต้องไปฟ้องศาล แต่ศาลภาษีอากรกลางยกฟ้องโดยอิงคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โดยระบุว่านายพานทองแท้ นางพินทองทาเป็นแค่เพียงนอมินีของนายทักษิณเท่านั้นถ้าเรียกเก็บต้องเรียกเก็บกับนายทักษิณ ศาลจึงยกฟ้อง หลังจากนั้นกรมสรรพากรถูกสังคมรบเร้าว่าจะต้องไปเรียกเก็บภาษีให้ได้ แต่มีกฎกระทรวง ฉ126 ออกมาเมื่อปี  2509 ระบุว่าบุคคลธรรมดาขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีอากรกรมสรรพากรจึงมีหนังสือไปถามตลาดหลักทรัพย์ว่ากรณีดังกล่าวต้องเสียภาษีหรือไม่ตลาดหลักทรัพย์ตอบกลับมาว่าเป็นการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีจึงถือว่าปิดคดีไปเรียบร้อยในปี2555  

แต่การเรียกภาษีตามกฎหมายจะหมดอายุความ 10 ปี ซึ่งจะครบ 31มีนาคมนี้ สังคมไทยมีความรู้สึกว่าทำไมไม่เรียกภาษีเร่งเร้าเรื่องนี้ขึ้นมา สื่อก็เร่งเร้ารัฐบาลไทยโดยกรมสรรพากรทำไมไม่เรียกเก็บภาษีนายทักษิณจำนวน16,000 ล้านบาทบวกค่าปรับ เรื่องใหญ่โตมากขึ้นเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.).หยิบเรื่องนี้มา และเรียกร้องไปยังกรมสรรพากรเรียกภาษีหากไม่ดำเนินการจะมีความผิดกรมสรรพากรชี้แจงให้รัฐบาลได้ทราบว่าได้ดำเนินการตามพื้นฐานกฎหมายตามที่ดำเนินการมาแล้วแต่ศาลภาษีอากรกลางตัดสินยกฟ้องเพราะเห็นว่านายพานทองแท้นางพินทองทาเป็นแค่นอมินี

“อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลต่างๆ ที่ประชุมอันมีนายวิษณุเป็นประธาน ได้ข้อสรุปว่าในปี 2555 ก่อนที่ศาลภาษีอากรกลางจะปิดคดี ได้พิพากษาไว้เองว่านายพานทองแท้นางพินทองทาเป็นแค่นอมินี ไม่ใช่ตัวการสำคัญคือนายทักษิณ ดังนั้นเมื่อออกหมายเรียกไปยัง นายพานทองแท้ นางพินทองทาจึงเป็นเสมือนหนึ่งออกหมายเรียกไปยังนายทักษิณเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการขอประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรแต่ทั้งนี้เชื่อมั่นว่านายทักษิณไม่มาเสียภาษีแต่ถือว่าระยะเวลาการเรียกเก็บภาษีได้จบลงก่อนหมดอายุความ10 ปี ขั้นตอนต่อไปก็จะสู้กันในศาล 3 ศาลผลออกมาอย่างไรก็เป็นดุลพินิจของศาลซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ให้แนวทางว่าจะไม่ใช้มาตรา 44 แต่ให้ใช้กฎหมายปกติไม่ขยายเวลา ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งรัฐกับผู้ถูกกล่าวหาและต้องดูเจตนาขายหุ้นสุจริตหรือไม่สุจริต ถ้าสุจริตก็ยกสุจริตไม่สุจริตก็ฟ้องในศาล เราต้องดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นว่าไม่มีการเกี้ยเซี๊ยะและจะไม่ทำอะไรเทาๆ ทำแต่ขาวเท่านั้น” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ด้านนายวิษณุ กล่าวว่า หลังจากนี้คณะกรรมการประเมินภาษีกรมสรรพากรจะประเมินภาษีให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม หลังจากนั้นจะแจ้งให้นายทักษิณทราบถึงจำนวนภาษีที่จะเรียกเก็บวงเงินเบื้องตัน16,000 ล้านบาท โดยนายทักษิณสามารถยื่นอุทธณ์ต่อคณะกรรมการประเมินภาษีได้หากไม่เห็นด้วยกับตัวเลขและสามารถดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลภาษีอากรกลางได้ต่อไปถึงชั้นศาลฎีกาส่วนระยะเวลาในการดำเนินการขึ้นอยู่กับศาล