ประชาชาติธุรกิจ
ไอซีที

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เร่งปฏิวัติ ข้อมูลภาครัฐ เสริมศักยภาพไทยแลนด์ 4.0

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 17 มี.ค. 2560 เวลา 10:45:18 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อีกครั้งที่มีการนำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลมาถกกัน ครั้งนี้ในเวทีสัมมนาวิชาการประจำปีของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภายใต้แนวคิด "ปฏิรูปรัฐ ปฏิวัติข้อมูล"

โดย "ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การเริ่มนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นเรื่องที่ดี แต่จะทำให้เป็นไปได้จริงต้องมีข้อมูลที่ดี รองรับ เป็นยุคที่เศรษฐกิจต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูล นอกจากตัวข้อมูลเองเป็นปัจจัยการผลิตแล้ว ยังเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพที่มากขึ้นด้วย

"โลกทุกวันนี้ ใด ๆ ในโลกล้วนเต็มไปด้วยข้อมูล เมื่อเราใช้เงินเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยน เงินก็คือข้อมูล เช่นกันกับสุขภาพเราก็มาจาก DNA ที่เต็มไปด้วยข้อมูล"

แต่การได้มาซึ่งข้อมูลต้องมี "วงจรข้อมูล" มีการเก็บ จัดเก็บ แปลงให้ใช้ได้ วิเคราะห์ และปรับเข้ากับระบบ โดยวิวัฒนาการที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าก้าวกระโดด มี 4 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ Sensors เก็บข้อมูลจากทั่วโลก เข้ามาจัดเก็บในบิ๊กดาต้าสตอเรจ เอาปัญญาประดิษฐ์ (AI/Deep Learning) มาวิเคราะห์ เก็บใน Cloud Computing ให้พร้อมดึงไปใช้ ที่ผ่านมาองค์กรธุรกิจในไทยเริ่มทยอยใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนและบริหารจัดการแล้ว ส่วนภาครัฐต้องปฏิวัติให้เปิดข้อมูลที่มีประสิทธิภาพด้วย

ปฏิรูปรัฐปฏิวัติข้อมูล

"จะก้าวไปไทยแลนด์4.0ไทยอยู่ตรงไหนบนโลก Data 4.0 มองไป Data 1.0 เป็นการเก็บข้อมูลรายงานของหน่วยราชการแล้วรายงานเป็นทอด ๆ ของไทยพอมีข้อมูลแบบนี้ความเชื่อถือได้ไม่ค่อยสูง และยังไม่เป็น Open Data ส่วน Data 2.0 ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ อาทิ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีบ้าง แต่ไม่มาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการได้ข้อมูล Data 3.0 ข้อมูลเสมือนขนาดใหญ่ที่เอกชนเริ่มเก็บบ้าง แต่ภาครัฐไม่ได้ช่วยสนับสนุนใด ๆ Data 4.0 คือข้อมูลจริงขนาดใหญ่ ซึ่งในไทยจัดเก็บน้อยมาก"

การปฏิวัติข้อมูลนำมาซึ่งโอกาสของเศรษฐกิจไทย แต่ยังมีความท้าทายสำคัญคือ เมื่อรู้ว่า ข้อมูลช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต่างประเทศใช้ข้อมูลมาก เกิดปัญหาความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด หรือเลือกปฏิบัติกับผู้ด้อยโอกาส

"แต่ไทยมีปัญหาตรงกันข้ามคือ ใช้ข้อมูลน้อยเกินไป ขาดความเข้าใจในการใช้ข้อมูล หน่วยงานเจ้าของข้อมูล หวงข้อมูลมองว่าข้อมูลเป็นช่องทางในการหารายได้เข้ารัฐ นโยบายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังล้าสมัย การปฏิวัติข้อมูลเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตและกำหนดนโยบายที่ดีมีคุณภาพสูงบนฐานข้อมูล แทนกำหนดบนฐานความคาดเดา"


ดังนั้น รัฐบาลควรกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลหน่วยงานรัฐเป็นวาระแห่งชาติ เหมือนกรณีที่รัฐบาลอเมริกา สมัยโอบามา ให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลที่ไม่กระทบกับส่วนบุคคล เพื่อนำไปสร้างธุรกิจ อาทิ เปิดเผยข้อมูล GPS (Global Positioning System) ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก เดิมเป็นข้อมูลหน่วยงานความมั่นคง เมื่อเปิดให้นำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดมูลค่าเศรษฐกิจ 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี



Open Data ไม่ใช่ PDF ไฟล์

"รัฐบาลต้องประกาศแบบ Top-down และมีวิธีการที่ชัดเจน ย้ำให้ชัดว่า Open Data ที่หน่วยงานรัฐต้องเปิด คือต้องให้ฟรี อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลต่อได้ ไม่ใช่เป็นแค่ PDF ไฟล์ ไม่มีการจำกัดสิทธิ์ว่าห้ามไปใช้นั่นนี่ ที่ผ่านมา สรอ. ก็ผลักดันแต่เป็นหน่วยงานระดับกรม จะผลักดันอะไรไม่ได้เท่ากับที่ประกาศให้เป็นนโยบายรัฐ เป็นวาระแห่งชาติ"

สิ่งแรกที่ต้องเริ่มทำคือ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้ให้ฉลาด รวมถึงสร้างความตื่นตัวของเอกชนให้เงินอุดหนุนในการทำและเปิดเผยข้อมูลที่ทันสมัยและถูกต้อง เลิกคิดหารายได้จากการขายข้อมูลที่มีในมือ สำหรับข้อมูลกลุ่มที่ต้องเร่งเปิดเผยคือ ข้อมูลทะเบียนธุรกิจ อุตุนิยมวิทยา ตารางเวลาขนส่ง ที่ดิน และราคาพืชผลเกษตร


"ทุกวันนี้ข้อมูลเหล่านี้บางส่วนเปิดแค่ข้อมูลเบื้องต้น อย่างทะเบียนธุรกิจ เพราะกระทรวงพาณิชย์ไปทำสัญญากับเอกชนที่ขายข้อมูลธุรกิจ แลกกับการที่เอกชนช่วยบันทึกข้อมูลให้ เนื่องจากภาครัฐไปกำหนดให้ทุกบริษัทต้องส่งข้อมูลเป็นกระดาษแล้วไม่มีปัญญาบันทึกข้อมูลใส่ระบบให้ครบ หรือข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ก็ไม่อัพเดต ข้อมูลฝนรายชั่วโมงก็เป็นข้อมูลตั้งแต่ปี 2557 หรือข้อมูลตารางเวลาที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลได้ ทำให้การวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ใช้แอปพลิเคชั่นทำได้ยากขึ้น"

Quick Win เศรษฐกิจไทย

ด้วยทรัพยากรที่เท่ากัน มีการสำรวจพบว่า ไทยผลิตสินค้าและบริการได้แค่ 70% ขณะที่เกาหลีใต้มีศักยภาพผลิตได้ถึง 100%

"อย่างแรกควรรณรงค์ ให้มีการทำบัญชี แค่เริ่มจากทำบัญชี ก็ทำให้ขาดทุนเป็นกำไรได้ ประหยัดพลังงาน บริหารจัดการทรัพยากร เป็นการพัฒนาบนฐานที่กว้าง คือเริ่มทำได้ในทุกธุรกิจ"

เมื่อรัฐบาลก้าวสู่ ไทยแลนด์ 4.0 เศรษฐกิจบนฐานความรู้ ที่หวังว่าจะทำให้เติบโตอย่างมั่นคง ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพทวีคูณ ทั้งการเพิ่มทางที่ดิน แรงงาน เงินทุน วัตถุดิบพลังงาน ความรู้ การสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ อาทิ กรณีผู้ให้บริการมือถือที่นำข้อมูลแผนที่มาผสานกับปริมาณการใช้ข้อมูล ทำให้เกิดแผนการติดตั้งเสาสัญญาณ

ใช้ข้อมูลเพิ่ม 20% ดัน GDP โต

ข้อมูลเป็นฐานความมั่งคั่งของเศรษฐกิจใหม่ อาทิ 183 บริษัทสตาร์ตอัพที่เป็นยูนิคอร์น เกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับข้อมูล อาทิ ประกันภัยรถยนต์ การกำหนดเบี้ยประกันภัย เดิมคิดตามหลักประชากร ไม่สะท้อนความเสี่ยงแท้จริง ปัจจุบันคำนวณตามพฤติกรรมการขับรถ โดยติด GPS ข้อมูลสร้างโมเดลใหม่ทางธุรกิจ อาทิ ฟินเทคที่เกี่ยวกับการโอนเงินระหว่างประเทศ อย่างบริษัท TransferWise ที่จับคู่ผู้ต้องการโอนเงินที่มีต้นทางและปลายทางในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อทำให้กลายเป็นการโอนเงินภายในประเทศแทน ส่งผลให้เสียค่าธรรมเนียมลดลงถึง 90%

ข้อมูลช่วยลดพลังงาน ธุรกิจ "Cold Chain" กลุ่ม SCG โลจิสติกส์สินค้าควบคุมอุณหภูมิ ซึ่ง 40% ของต้นทุนคือค่าไฟฟ้า เมื่อใช้ข้อมูลตามที่ได้วัดในแต่ละจุดมาป้อนโปรแกรมให้เครื่องทำความเย็น ให้สอดคล้องกับอุณหภูมิภายนอกในแต่ละพื้นที่ ประหยัดพลังงานได้ถึง 17% หรือ 2 แสนบาทต่อเดือน มีผลิตภาพเพิ่ม 6%

กรณีไร่อ้อย บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ที่ชัยภูมิ นำระบบสมาร์ทฟาร์มมิ่ง ออกแบบให้มีการจัดรูปที่ดินแปลงใหญ่ เหมาะกับการใช้เครื่องจักร ปลูกอ้อยเป็นแนวยาวไม่ต้องกลับรถบ่อย ใช้การควบคุมเครื่องจักรด้วย GPS และ RTK ทำให้การใช้เครื่องจักรไม่ทับตาอ้อย รวมถึงใช้ภาพถ่ายดาวเทียม GIS วัดพื้นที่ปลูก ระบุพิกัดแปลง ด้วยแท็บเลต ใช้โดรนดูการเติบโต เพิ่มผลิตภาพถึง 34% หรือปัญหาคนขับแท็กซี่ ที่เช่ารถกะละ 12 ชั่วโมง แต่มีเวลาแค่ 7 ชั่วโมงหารายได้ เพราะเสียเวลาขับรถกลับอู่เปลี่ยนกะ "ออลไทยแท็กซี่" นำระบบข้อมูลมาช่วยแก้ปัญหานี้

"ถ้าเศรษฐกิจไทยใช้ข้อมูลแค่เพียง 1 ใน 5 ของกรณีตัวอย่าง หรือแค่ 20% GDP ประเทศเพิ่มขึ้น 0.82% หรือ 8.1 หมื่นล้าน"


"ถ้าต้องการลดคอร์รัปชั่น สิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าคือการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเต็มรูปแบบ เปิดให้เอกชน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้"

ขาดบุคลากรพันธุ์ใหม่

ขณะนี้ "ข้อมูล" เป็นสิ่งที่จำเป็นของโลกยุคใหม่ กำลังคนด้านข้อมูลของไทยยังมีน้อย ทั้งด้านคณิตศาสตร์ สถิติ คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะตำแหน่งนักวิทยาการด้านข้อมูล Data Scientist ที่จำเป็นต้องมีทักษะครบรวมถึงการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา SQL

"กำลังคนที่มีทักษะอย่างน้อยด้านคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ สถิติ มีราว 8.1 หมื่นคน ซึ่งอาจไม่ใช่รวมอยู่ในคนเดียว มีอัตราการเพิ่ม 7.3 พันคนต่อปี จบการศึกษาใหม่ปีละ 2.3 หมื่นคน ขณะที่ Data Scientist ยังไม่เคยมีการสำรวจจริงจังว่ามีกี่คน และควรมีกี่คน"

ปัญหาที่พบคือ การสำรวจความต้องการแรงงานปัจจุบันใช้การตอบแบบสอบถาม ซึ่งต้นทุนสูง ไม่สะท้อนทักษะที่ต้องการ เนื่องจากสิ่งที่ได้คือ ชื่อตำแหน่งงานและระดับการศึกษา ไม่ได้ให้ระบุว่าทักษะที่ต้องการใช้คืออะไรทั้งพบว่าเมื่อข้อมูลนำมาจัดหมวดหมู่ หลายตำแหน่งงานนำมารวมในหมวดเดียวกันทำให้สถาบันการศึกษานำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้น้อย ผลิตแรงงานไม่ตอบโจทย์ บัณฑิตที่จบมา มีแค่ 24%

ขณะที่ยังมีวิธีที่ดีกว่าคือ การวิเคราะห์ข้อมูลจากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ว่า นายจ้างต้องการทักษะใดจากลูกจ้าง ทั้งนำไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมเฉพาะเรียลไทม์ ทำให้ได้ข้อมูลอัพเดต ตรงความต้องการและคาดการณ์ตำแหน่งงานใหม่ได้

"TDRI กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้รัฐบาลประกาศให้การปฏิรูปรัฐด้วยการปฏิวัติข้อมูลเป็นวาระแห่งชาติ ก่อนรัฐบาลครบวาระควรประกาศเอเจนด้านี้ให้ได้"


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้