ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์-Entertainment

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สูตรสำเร็จกระชากเรตติ้ง "The Mask Singer" ร้องเพลง-ตลก-ดึงอารมณ์ แถมผสม"ความดราม่า"?

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 17 มี.ค. 2560 เวลา 16:33:43 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประชาชาติฯออนไลน์รายงาน


หลังประสบความสำเร็จไปอย่างท่วมท้น สำหรับรายการที่วินาทีนี้คงไม่พูดถึงไม่ได้ กับ "The Mask Singer" หน้ากากนักร้อง ที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ "เวิร์คพอยท์" มีเรตติ้งกระฉูด จนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็แซงหน้าแชมป์เก่าช่อง 3 และ 7 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรูปแบบของรายการที่เป็นการแข่งขันการร้องเพลงระหว่างศิลปินที่อย่างน้อยผู้ชมก็ได้รับฟังเสียงเพลงเพราะๆและโชว์ดีๆ แถมยังเพิ่มความตื่นเต้นไปกับการให้นักร้องใส่หน้ากาก และมีกรรมการมาคอยยิงคำถาม เพื่อที่จะทายออกมาว่าภายใต้หน้ากากนี้คือนักร้องคนไหน ที่เป็นช่วงสร้างความตลก สนุกสนาน และยังเป็นการกระตุ้นต่อม "ขี้เผือกขี้สงสัย" ให้กับผู้ชมลุ้นไปด้วยว่าตนเองจะทายถูกหรือเปล่า เป็นการดึงคนดูให้เสมือนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการ ทำให้คนดู "อิน" และ "ติดใจ" จนดูได้ไม่เบื่อ



ขณะที่ "ชลากรณ์ ปัญญาโฉม" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์สูตรความสำเร็จให้ "ประชาชาติธุรกิจ" ฟังว่า The Mask Singer มีฟอร์แมตแข็งแรง แม้จะเป็นรายการร้องเพลง แต่ก็มีรูปแบบที่น่าสนใจ อีกส่วนคือการปรุงส่วนผสมได้ถูกจริตคนดู จึงทำให้ได้กระแสตอบรับดีทั้งในทีวี ดูสดบนเฟซบุ๊กไลฟ์ และดูย้อนหลังบนยูทูบ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นรายการที่ถูกจริตคนไทยอย่างล้นหลาม แต่ก็มีหลายความเห็นตั้งคำถามว่า ความสำเร็จที่ผลักดันเรตติ้งให้ถล่มทลายได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจาก "ความดราม่า" ของรายการหรือไม่? เมื่อหลายครั้งหลายตอน โดยเฉพาะตอนที่เปิดหน้ากากเฉลยออกมาแล้ว มักจะเกิดกระแสดราม่ากับศิลปินคนนั้นขึ้น





เริ่มตั้งแต่ "หน้ากากโพนี่" ที่หลังสิ้นเสียงพิธีกรเฉลยว่าคือ "แปม ไกอา" แต่คนดูกลับเงียบกริบ และมีเสียงตามมาว่าเป็นใคร ไม่รู้จัก ส่งผลให้แปมอาจจะเสียใจ และดูจะเป็นการทำร้ายแปม ขณะที่หลายคนให้ความคิดเห็นตรงข้าม ระบุว่า ไม่เป็นการทำร้าย แต่เป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับแปมมากกว่า เพราะทำให้มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น มีงานเพิ่มขึ้น





ถัดมาด้วย "หน้ากากเจ้าหญิง" ที่เฉลยออกมาว่าเป็น "ตั๊ก ศิริพร" โดยเกิดกระแสดราม่าขึ้นเมื่อหนึ่งในคณะกรรมการอย่าง "เสนาหอย" ถามคำถามกับหน้ากากเจ้าหญิงเพื่อหาความจริง แต่ดูเหมือนว่าแต่ละคำถามอาจจะเป็นการล้อเลียน "ตั๊ก" ไปนิด ไม่ว่าจะเป็น "สำเนียงน่าจะบ้านนอก, ลูกชายกำลังจะเป็นตุ๊ด, เก็บเงินไว้ไปแปลงเพศให้ลูก" ทำให้กระแสโซเชียลมีเดียตั้งคำถามถึงความเหมาะสมว่าการล้อเลียนแบบนี้คือเรื่องปกติในสังคมไทยหรือ?





ต่อมาที่"หน้ากากมังกร" หลังเฉลยออกมาว่าเป็น "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" ก็เกิดกระแสประทับใจเสียงร้องและเรื่องราวชีวิตของบุ๋มที่ไม่เคยได้ทำความฝันตัวเองที่อยากเป็นนักร้องสักครั้งได้แต่ทำความฝันของคนอื่นคือคุณแม่ที่อยากให้เป็นนางงามและคุณพ่อที่อยากให้จบปริญญาเอก แต่มาวันนี้ก็ได้ทำตามความฝันของตัวเองแล้ว ไม่ทันไรวันต่อมาก็เกิดกระแสดราม่าขึ้น เมื่อ "บุ๋ม" ไลฟ์สดร้องไห้เสียใจที่ทีมงานรายการไม่ได้ให้บุ๋มขึ้นคอนเสิร์ต โดยอดีตนางงามระบุว่าทีมงานแคนเซิลคิว ทำเอาแฟนๆ ดราม่าหนัก ถึงกับมาตั้งกระทู้เรียกร้องคำชี้แจงจากทีมงาน





และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ กับ "หน้ากากจิงโจ้" ที่เฉลยออกมาว่าคือ "เป๊ก ผลิตโชค" ก็เกิดกระแสคนดูบางส่วนที่พอรู้เฉลยแล้วกลับไม่ได้ชอบศิลปินเหมือนตอนที่ใส่หน้ากาก แถมแซะด้วยคำถามว่าทำไมเป๊กถึงพูดไทยไม่ชัด ลามไปจนถึงเรื่องศัลยกรรมและรสนิยมทางเพศ จนเกิดดราม่าทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ความคิดเห็นจากอีกฝั่งบอกว่าคนดูเมืองไทยยังก้าวไม่พ้นการเหยียด, การดูคนที่ภายนอก และอคติกับผู้อื่นจนลืมมองเขาที่ความสามารถ





แต่ถึงแม้จะมีความดราม่าที่ผู้ชมบางท่านอาจจะเบื่อ แต่หลายๆ คนก็ยังยืนยันว่า ยังง้าย ยังไง ก็เป็นรายการที่สนุกมากๆ อยู่ดี แถมขอให้มีซีซั่น 2, ซีซั่น 3 ต่อไปอีก

รวมๆ แล้วสูตรความสำเร็จของ The Mask Singer จึงอาจจะมาจากการผสมระหว่าง การประกวดร้องเพลง ความตลก สนุกสนาน ให้ผู้คนได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการ และเติมความดราม่าลงไปอีกนิด ก็กลายเป็น "สูตรความสำเร็จชั้นเลิศ" ที่แสนถูกจริตคนไทย