ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

มากกว่า Miracle of Law กฎเหล็กสรรพากรเก็บภาษี "ทักษิณ"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 18 มี.ค. 2560 เวลา 21:00:41 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

1.6 หมื่นล้านบาทเป็นตัวเลขกลม ๆ ที่กรมสรรพากรประเมิน-เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพึงประเมินกับ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ จากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่นฯ ให้กับกลุ่มเทมาเส็กฯ จำนวน 7.3 หมื่นล้านบาท

วลีเด็ด "กฎหมายเล็กในกฎหมายใหญ่" หรืออภินิหารของกฎหมาย (Miracle of Law) ไม่แปลกใจที่ได้ยินจากรัฐบาล-คสช. เพราะมี "ปรมาจารย์กฎหมาย" ระดับพญาอินทรี-พญาครุฑ เดินเข้า-ออกในทำเนียบรัฐบาลถึงสองคน 

ทว่าการไล่บี้เก็บเงินภาษีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของทักษิณ ที่จะขาดอายุความในอีกไม่ถึง 20 วัน เป็นยิ่งกว่า Miracle of Law แต่เป็น "กฎเหล็ก" ของกรมสรรพากรที่ทุกคนต้องจ่าย 

ธงของสรรพากรหลังจากนี้คณะกรรมการประเมินเรียกเก็บภาษีจะออกหมาย "เรียกเก็บ" ภาษีจากรายได้ที่เป็น "ส่วนต่าง" จากการซื้อ-ขาย ราคาหุ้นละ 49 บาท วงเงิน 1.6 หมื่นล้าน จากนายทักษิณ ตาม ม.61 ประมวลรัษฎากร "ขีดเส้นตาย" ภายในวันที่ 31 มีนาคม 60

ภายหลังกรมสรรพากรแจ้งเรียกเก็บภาษีกับนายทักษิณแล้ว ถือว่าอายุความเรียกเก็บภาษีที่จะครบอายุความ 10 ปี ต้องสะดุดหยุดลงและเริ่มนับหนึ่งอายุความกันใหม่ โดยมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 10 ปี 

อย่างไรก็ตาม นายทักษิณมีระยะเวลาอุทธรณ์ในขั้นตอนคณะกรรมการวินิจฉัยประเมินเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพากรภายใน 30 วัน หากไม่สามารถอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ทั้งกรมสรรพากรและนายทักษิณต้องไปสู้กันในชั้นศาลภาษีอากรกลางและไปจบลงที่ศาลฎีกาต่อไป 

ธงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แข็งขันถึงขั้นถ้าไม่จ่ายภาษีก็ต้อง "เก็บภาษี" ให้ได้ ถึงแม้ว่านายทักษิณจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ 

โดยส่งหมายเรียกเก็บภาษีไปยังภูมิลำเนาให้รับทราบ หรือประกาศลงหน้าหนังสือพิมพ์ให้รับรู้ หากไม่มีการชำระ กรมสรรพากรมีหน้าที่สืบทรัพย์ของนายทักษิณเพื่อยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

ส่วนถึงขั้นต้องไล่บี้เก็บกับ "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร" อดีตภริยาอดีตนายกฯ ทักษิณ แทนหรือไม่นั้น เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า ผลประโยชน์จากการขายหุ้นฯ เป็นของนายทักษิณกับคุณหญิงพจมาน ต้องสืบทราบต่อไปว่าก่อนที่จะจดทะเบียนหย่าร้างกันได้แบ่งทรัพย์กันอย่างไร

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มี "พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล" เลขาธิการ ปปง.กำลังพลิกตำรากฎหมาย-แกะรอยคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ว่า กรณีขายหุ้นชินคอร์ปฯ เข้าข่ายฐานความผิดฟอกเงินหรือไม่ หากเข้าข่ายจะให้คดีดังกล่าวไม่มีอายุความทันที

ธงของ คสช.แน่นอนว่าความพยายามในการหาช่องทางกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงิน "ส่วนต่าง" ที่เป็นรายได้พึงประเมินจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของทักษิณ ไม่ทำให้เนติบริกร-วิษณุ เครืองาม จนปัญญา ในการหา "กฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่" ในการ "ปิดช่องโหว่" ของกฎหมายในเรื่อง "หมดอายุความ" ที่ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรยืนยันว่าหมดอายุความไปตั้งแต่ปี 2555 แล้ว 

"เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นนอมินีของนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวการสำคัญ ดังนั้นการออกหมายเรียกทั้งคู่ในตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว"

ถึงแม้ว่าทีมทนายนายทักษิณจะประเมินการเรียกเก็บภาษีครั้งนี้ว่าเป็นแค่การหาคดีเพิ่มให้กับนายทักษิณเท่านั้น แต่ถ้านับ "คดีค้างเก่า" ของคนใน "ตระกูลชินวัตร" ที่มีอยู่ ทั้งคดีความทั้งทางแพ่ง-อาญาของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว 

คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งอยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สืบสวนสอบสวนนายพานทองแท้ รวมถึงคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกฯ 

เป็นธงที่มีอยู่หลัง พล.อ.ประยุทธ์และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูทำเนียบรัฐบาล