ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์-lifestyle

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

น้ำมนต์-ธีรนัยน์ นักร้องเสียง Soprano ชีวิตรักหลังไมค์กับ "นักการเงิน"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 16 พ.ค. 2560 เวลา 20:02:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

น้ำมนต์-ธีรนัยน์ ณ หนองคาย นักร้องหญิงชาวไทยที่สามารถร้องเพลงได้หลายรูปแบบ เช่น คลาสสิกพ็อป แจ๊ซ ไทยลูกกรุง นักร้องเสียง Soprano ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว



เสียงอันเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของนักร้องสาวเสียงดี ที่เธอหมั่นฝึกฝนในฐานะนักร้องและครูสอนร้องเพลง อาชีพที่ทำให้เธอมีความสุขและมีรายได้ มีผลงานนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเพลงประกอบละครและภาพยนตร์

ประชาชาติธุรกิจ นัดสัมภาษณ์ "น้ำมนต์" เพื่ออัพเดตชีวิตนักร้องสาวเสียงดีคนนี้ที่บ้านพักย่านฝั่งธนฯ โดยมีกลิ่นชาหอมกรุ่น บทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยเรื่องของชา ที่กองพะเนินทั้งถ้วยชาและกล่องชา

ชา คือของโปรดของน้ำมนต์ที่เธอบอกว่า ชอบกาชา ชอบลวดลายของภาชนะ แต่สุดท้ายแก้วชาก็ไม่ได้ทำให้อร่อยขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เธอหลงใหลชามากที่สุดก็คือ กลิ่น โดยเฉพาะกลิ่นวานิลลา

ตอนนี้ครูน้ำมนต์ยังคงวุ่นวายกับการเลี้ยงลูกมากกว่าอย่างอื่น จึงไม่ค่อยได้เปิดสอนร้องเพลงและบ้านที่อยู่ไกลเมืองทำให้ลูกศิษย์ลดน้อยลง เพราะเธออยากมีเวลาโฟกัสกับลูกมากกว่า ฉะนั้น งานที่น้ำมนต์รับได้ คือ งานอีเวนต์ตอนเย็น ละครเวทีบ้าง

"เมื่อมีลูกทุกอย่างลดทอนลงมา"


น้ำมนต์มีลูกสาว 2 คน กับสามีรูปหล่อสมองใส "ธีรนันท์ ศรีหงส์" อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งคู่พบรักกันในงานเลี้ยงที่น้ำมนต์ไปร้องเพลง ซึ่งแน่นอนว่านายแบงก์หนุ่มหลงใหลในเสียงของนักร้องสาว และทั้งคู่คอเดียวกัน คือ รักเสียงเพลง



"เรารู้จักกันในงานสังคม คนอื่นรู้จักเรา แต่เราไม่รู้จักกันเอง มาเจอกันตอนที่น้ำมนต์ไปร้องเพลงให้กสิกร ตอนที่คุณธีรนันท์ เอาดอกไม้มาให้ น้ำมนต์ก็รู้ว่าเป็นคนนี้ จากนั้นก็พูดคุยกัน และเวลาคุณธีรนันท์ไปต่างจังหวัดก็มักจะหิ้วของกิน อย่างแคปหมูและน้ำพริกหนุ่มมาให้ และรู้สึกดีที่เอาของกินมาฝาก (หัวเราะ) ซึ่งเราชอบมากชอบกว่าดอกไม้อีก เพราะเป็นคนไม่อินกับดอกไม้"

แม้จะงานน้อยลงแต่หลาย ๆ คนยังนึกถึงผลงานของเธอที่เคยฝากไว้ในการแสดงละครเวทีเช่น เรื่อง "คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล, แม่นาค, มอม"

นักร้องเสียง Soprano เล่าว่า เริ่มรู้ว่าตัวเองชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะซึบซับจากพ่อ(นายธีระ ณ หนองคาย) เป็นครูสอนเปียโนและซ่อมเปียโนด้วย ส่วนแม่ (นางนัยนา ปุงคานนท์) เป็นนักร้องเช่นกัน แม่จะร้องเพลงให้ฟังบ่อย ๆ ทำให้ซึมซับทั้งอารมณ์และสไตล์ร็อกแอนด์โรลของแม่

น้ำมนต์ขึ้นเวทีประกวดอย่างจริงจังตอนมัธยมปลาย ในการแข่งขันคราวนั้นเธอสามารถคว้ารางวัลที่ 1 มาครองได้ แต่เธอก็เล่าอย่างติดตลกว่า ที่ได้ที่ 1 เพราะมีคู่แข่งไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ และครั้งที่ 2 ที่เข้าประกวดก็คือตอนมหาวิทยาลัย สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "ทียูแบรนด์" เวทีนั้นก็ได้ที่ 1 มาครองเช่นกัน

"สมัยก่อนร้องเพลงพ็อป แต่เริ่มมาชอบร้องเพลงมิวสิคอลเมื่อตอนขึ้น ม.4 ไปเรียนร้องเพลงกับอาจารย์ (อนุชิต นันทขว้าง) ตอนแรกที่ไปเรียนก็ยังขำ ๆ ว่า ทำไมต้องร้องโหยหวนกันขนาดนั้น ระหว่างทางก็มีการสอบ แต่กลายเป็นว่าเราไม่ชอบคลาสสิคอล แต่ชอบทางมิวสิคอลมากกว่า จากนั้นก็ขวนขวายหาฟัง แต่ก็ไม่ได้รู้จักมิวสิคอลเยอะมากมาย"

สิ่งที่สะกดให้น้ำมนต์วนเวียนอยู่กับมิวสิคอล เพราะได้ดูมิวสิคอล "เล มิเซราบล์ (Les Misrables)" เป็นเรื่องแรกในชีวิตที่ไปดูและเป็นครั้งแรกที่ได้บินออกนอกประเทศไทยไปดูที่สิงคโปร์กับทางทีมแดส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ หรือปัจจุบันคือ "ดรีมบ็อกซ์" ที่จัดห้องพัก ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วชมละครให้ฟรี

"ตอนนั้นยังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ตอนที่ดูละครเวทีเรื่องนี้ก็แบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ซึ่งทุกวันนี้ดูเรื่องนี้ก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่สิ่งที่ประทับใจ คือ ทั้งเรื่องไม่มีการพูดคุยกันเลย มีแต่ร้องเพลงทั้งเรื่อง และเพลงเพราะมาก อาจจะมีช่วงที่น่าเบื่อ เพราะเราไม่เข้าใจ แต่เรื่องมันสนุก พอเข้าใจได้ และมีดราม่าผสมด้วย"

หลังจากนั้นน้ำมนต์ก็ได้เข้าสู่แวดวงละครเวที แม้จะไม่เคยผ่านเวทีการแสดงมาก่อน แต่น้ำมนต์ก็สามารถเข้าไปเฉิดฉายอยู่ท่ามกลางเวทีได้ไม่ยากโดยใช้เสียงเป็นใบเบิกทาง ประกอบกับทักษะการเต้นบัลเลย์มาบ้าง ทำให้ทีมงานดรีมบ็อกซ์ไม่เหนื่อยมาก

ถึงน้ำมนต์จะมีแม่แบบในการร้องเพลงแต่สิ่งที่เธอมีไม่ใช่เพียงพรสวรรค์เท่านั้น


"พรสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญ การหาคนเสียงดีหาไม่ยาก แต่การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญกว่า เสียงดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้าไม่ละเอียดกับสิ่งที่ทำแล้วชะล่าใจและลำพอง มันก็ดึงให้งานแย่ลงเหมือนกัน เราแคร์กับทิศทางในการทำงานนั้นออกมาเป็นอย่างไร สำคัญกว่า"

ดังนั้น การสอนร้องเพลงของครูน้ำมนต์จริงจังไม่แพ้กัน เพราะว่าคนที่มาเรียนต้องเป็นคนที่รักอยากเรียนจริง ๆ เสียงของน้ำมนต์เป็นเสียงโซปราโน ไม่ใช่เสียงสูงปรี๊ดทำให้มีความนุ่มนวลให้น้ำเสียงอย่างน่าหลงใหล

"น้ำมนต์ไม่ดุนะคะ แต่เป็นครูที่ดุจนนักเรียนร้องไห้ เป็นครูที่ค่อนข้างสติกและไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ อย่างเวลาสอบเพิ่มเลเวล น้ำมนต์จะส่งนักเรียนสอบน้อยมาก ถ้าส่งต้องมั่นใจว่า คนคนนั้นจะต้องได้ไม่ต่ำกว่าเกียรตินิยมอันดับ 2 เพราะไหนจะต้องเสียค่าสอบไม่ต่ำกว่า 3-4 พัน จะเอาแค่ผ่านไปทำไม ถ้าได้เกียรตินิยมก็ภูมิใจมากที่มีนักเรียนสองคนที่ได้คะแนนสูงสุดของประเทศในการสอบ ฉะนั้น ต้องจี้จนเอาให้ได้"

ส่วนเวทีประกวดนั้น น้ำมนต์บอกว่า "เป็นครูที่ไม่สนใจจะส่งเด็กประกวดร้องเพลง เพราะตัวเองเป็นคนไม่ชอบให้ใครมาบอกว่า อันนั้นไม่ดี อันนี้ดี อันนี้ดีแล้ว เรารู้สึกว่ากดดัน ไม่ชอบส่งนักเรียนไปเครียด การแข่งขันมันไม่สนุกหรอกค่ะ ต้องถามใจตัวเองว่า ใจแข็งพอมั้ย ยอมรับกับการเสียใจได้มั้ย ถ้าได้ก็ยอมรับไป ทุกวันนี้ถ้าอยากให้ร้องเพลงไหนต้องบอกตั้งแต่เนิ่น ๆ และความลับข้อหนึ่ง คือ ยังร้องเพลง I Will Survive ไม่ได้เลยรู้จักเพลงนี้ แต่จำเนื้อไม่ได้ คือไม่คิดจะร้องด้วย"

ถือเป็นนักร้องคนหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนกับแนวทางตัวเอง แบบที่ว่ายังมีแฟนคลับและคนที่ชื่นชอบและชื่นชมน้ำเสียงเธออยู่มากมาย แม้วันนี้งานจะไม่ล้นมือแต่ก็มีงานเข้ามาไม่ขาด นี่คือสิ่งที่น้ำมนต์พอใจแล้ว

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้