ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วิสัยทัศน์ "9 แสนล้าน" เดิมพันของ "สี จิ้นผิง"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 17 พ.ค. 2560 เวลา 21:30:17 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" ใช้เวลา 45 นาที พูดถึงวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ "Belt and Road Initiative" ในการประชุมสุดยอดพิเศษที่จัดขึ้นสำหรับโครงการพัฒนานานาชาตินี้ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากจะให้รายละเอียดโครงการนี้เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังสร้างความชัดเจนต่อผู้นำและตัวแทนของรัฐบาล 29 ประเทศที่เข้าร่วมว่า "วัตถุประสงค์ในบั้นปลายของจีนคืออย่างไร"

สี หยิบความคิดจาก "เส้นทางสายไหม" โบราณที่เชื่อมโยงการค้าเอเชียและยุโรป มาประยุกต์ใช้ ทั้งปรับแต่ง ขยายขนาดและเพิ่มเติมหลายสิ่งเข้าไป ไม่เพียงเชื่อมโยงเอเชียกับยุโรปเท่านั้น แต่ไปถึงแอฟริกา และอเมริกาในการเชื่อมต่อทางการค้าและการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน

เมื่อต้นปีนี้ "ฟิตช์" บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประเมินโครงการนี้ไว้ว่า "ไม่ธรรมดา" เพราะมีมูลค่าโครงการสูงถึง 900,000 ล้านดอลลาร์

"แมคคินซี" บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ให้ข้อมูลเพิ่มว่า โครงการนี้โดยรวมใหญ่กว่า "แผนการมาร์แชล" แผนงานของสหรัฐเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเกี่ยวพันกับประชากร 65% ของโลก พื้นที่ตามโครงการนี้มีจีดีพีรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของจีดีพีทั้งโลก และมีศักยภาพทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการมากถึง 1 ใน 4 ของทั้งโลก

คำอธิบายอย่างง่ายของโครงการนี้ก็คือ การเพิ่มปริมาณการค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ด้วยการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงทุกประเทศเข้าด้วยกัน
ที่ไหนไม่มีถนนก็สร้างถนน ที่ไหนค้าขายกับที่อื่นไม่ได้เพราะไม่มีท่าเรือ ก็สร้างท่าเรือและอื่น ๆ ตั้งแต่ท่อลำเลียงน้ำมันและท่าเรือในปากีสถาน, สะพานในบังกลาเทศ และเส้นทางรถไฟที่จะไปเชื่อมต่อกับรัสเซีย เป็นต้น

การก่อสร้างทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทางการจีนเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ "ยุคใหม่ของโลกาภิวัตน์" ที่ไม่เพียงนำมาซึ่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงมิตรภาพ สันติภาพ และความมั่นคงอีกด้วย



โดยรูปธรรม "เบลต์ แอนด์ โรด อินนิเชียทีฟ" แตกต่างยิ่งจาก "เส้นทางสายไหม" ยุคเก่า เพราะประกอบขึ้นด้วย 2 โครงการ คือ "สายพานเศรษฐกิจสายไหม" (ซิลก์ โรด อีโคโนมิก เบลต์) คือส่วนที่เป็น "เบลต์" อันหมายถึงการเชื่อมโยง "ระเบียงเศรษฐกิจ" ทางบก โยงใยจีนเข้ากับยุโรป ผ่านทางเอเชียกลางและตะวันออกกลาง

อีกโครงการ "เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21" (ทเวนตีเฟิรสต์ เซนจูรี มาริไทม์ ซิลก์ โรด) เส้นทางเดินเรือยุคใหม่ เชื่อมต่อเมืองท่าบริเวณชายฝั่งทางใต้ของจีน เข้ากับเมืองท่าชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา และเมืองท่าในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหลาย

ตัวอย่างของโครงการดังกล่าวมีตั้งแต่โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน(ซีเพค)มูลค่า 62,000 ล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยเส้นทางถนนที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย, โรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าพลังงานลม, โรงงานผลิตต่าง ๆ รวมถึงเส้นทางรถไฟที่คาดว่าจะสร้างงานใหม่ 1 ล้านตำแหน่งในปากีสถานและก่อให้เกิด "การปฏิวัติเศรษฐกิจ" ขึ้นที่นั่น, โครงการก่อสร้างท่าเรือมูลค่า 1,100 ล้านดอลลาร์ ที่ประเทศศรีลังกา เป็นต้น

ว่ากันว่า ในแต่ละปีจีนต้องใช้เงินในโครงการนี้ระหว่าง 125,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย

โครงการมหึมาระดับนี้ย่อมมีความท้าทายมากมาย ทั้งในทางปฏิบัติของตัวโครงการ รวมทั้งมิติในเชิงการเมือง "ทอม มิลเลอร์" เจ้าของหนังสือ "ไชน่าส์ เอเชียน ดรีม" เคยทำวิจัยความรู้สึกของรัฐบาลประเทศที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า ไม่น้อยที่เชื่อว่าโครงการนี้เป็นเกมของจีนโดยที่มี "อิทธิพลครอบงำเหนือเอเชีย" เป็นเดิมพันใหญ่

หนึ่งประเทศที่ไม่ยอมรับโครงการนี้ ที่สุดคือ "อินเดีย" ซึ่งแสดงความเห็นตรงๆ ว่า ข้อที่น่าวิตกคือประเทศทั้งหลายที่อนาคตจะกลายเป็นหนี้จีนและจะตกเป็น "เครื่องมือทางเศรษฐกิจ" ของมหาอำนาจจีน

อินเดียเชื่อว่าโครงการนี้คือฉากบังหน้าที่จีนนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการควบคุมมหาสมุทรอินเดียนายกรัฐมนตรี"นเรนทรา โมดี" แห่งอินเดีย ถึงกับกล่าวหาจีนว่า พยายาม "บ่อนทำลายอธิปไตยของชาติอื่น"

"ปีเตอร์ ไค" นักวิชาการจากสถาบันโลว์วีของออสเตรเลีย ชี้ว่า โครงการนี้เป็นโครงการระยะยาวหลายปี และเพิ่งเริ่มต้น ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินชี้ขาด แต่เท่าที่เห็นในเบื้องต้นโครงการนี้คือข่าวดีสำหรับเอเชียโดยแท้

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้