ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประวัติศาสตร์จารึก ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ไทย-ลาว ขจัดขัดแย้ง-สร้างสามัคคี

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 14 มิ.ย. 2560 เวลา 21:00:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เสร็จสิ้นภารกิจกันไปแล้วด้วยความอิ่มเอมใจกับขบวนบุญ "ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง" ซึ่งจัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ร่วมกับมูลนิธิวีระภุชงค์ และองค์กรพุทธศาสนาในอีก 4 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา ถือฤกษ์ดีออกเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 สิ้นสุดลงในวันที่ 4 มิถุนายน 2560 รวมเวลาทั้งสิ้น 14 วัน

ย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น การณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากเหตุที่ว่า "สุภชัย วีระภุชงค์" เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ตั้งใจแน่วแน่ในการสานต่อปณิธานของ "พระมหาผ่อง สะมาเลิก" สังฆราชแห่ง สปป.ลาว ซึ่งมรณภาพไปแล้ว แต่มีความตั้งใจอยากให้พุทธศาสนาเชื่อมโยงกันในแผ่นดินสุวรรณภูมิ

คล้ายกับครั้งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำการสังคายนาโดยใช้ขบวนธรรมยาตราเสด็จไปตามแว่นแคว้นที่มีความเห็นต่างกันมีความเป็นอยู่ต่างกัน แล้วใช้ธรรมยาตราทำให้ลืมความขัดแย้งกลายเป็นความสมัครสมานสามัคคี ดังเช่น พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ก็ได้กล่าวไว้ว่า "โลกเราทุกวันนี้ถ้าจะดับทุกข์ให้ได้ทั้งหมด อะไรจะเกินกว่าความสามัคคีไม่มีอีกแล้ว"

แม้แต่ครั้งพุทธกาลเอง พระพุทธเจ้าก็ทรงนำพระสงฆ์สาวก 14,000 รูป เดินธรรมยาตราจากเมืองสู่เมือง เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ขบวนธรรมยาตรามีพระสงฆ์จำนวนมาก ยาตราไปพร้อม กัน สามารถสร้างศรัทธาได้เป็นอย่างดี และการธรรมยาตรานั้น นอกจากก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่มหาชนแล้ว ยังเชื่อว่าอำนวยความสุขแก่ทวยเทพด้วย ที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นการเผยแผ่ธรรมและแสดงธรรมทั้งแก่ผู้ยังไม่รู้และผู้รู้น้อย ให้เป็นอุปนิสัยติดตัวไปในภายภาคเบื้องหน้า

ขบวนธรรมยาตราแผ่นดินแรกคือประเทศไทย เข้าสู่ แผ่นดินที่สอง สปป.ลาว โดยเริ่มต้นขึ้นที่ บ้านกุศกร อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระมหาผ่อง สะมาเลิก อริยสงฆ์สองแผ่นดิน มีพิธีบิณฑบาต ณ วัดโพธิ์สระปทุม จากนั้นตั้งขบวนเดินทางข้ามด่านช่องเม็กสู่ด่านวังเต่า สปป.ลาว เพื่อมอบเสาธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสี ธงธรรมยาตรา และหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่วัดศรีสว่างวงศ์ และวัดพูส่าหล้า

ที่ สปป.ลาวมีพิธีต้อนรับยิ่งใหญ่ที่วัดศรีสว่างวงศ์ โดย พระอาจารย์มหางอน ประธานองค์กรพุทธศาสนสัมพันธ์ สปป.ลาว เป็นประธาน ชาวลาวจำนวนนับหมื่นร่วมงานด้วยแรงศรัทธาแก่กล้าที่มีต่อศาสนาพุทธ

หากถือเอาตามประวัติศาสตร์พระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าระบุว่าพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งรวมถึงประเทศลาวด้วยเริ่มมาแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชในปี พ.ศ. 238 จากนั้นก็เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธศาสนาในลาวนั้น นับตั้งแต่สมัยเจ้าสุวรรณคำผงขึ้นเสวยราชย์เมื่อ พ.ศ. 1895-1896
หนึ่งในพระโอรส คือ "เจ้าฟ้างุ้ม" เกิดมาผิดแผกจากพระโอรสองค์อื่น คือมีฟันและลิ้นเป็นสีดำ โหรทำนายว่าเป็นกาลกิณี จึงนำไปลอยแพ บังเอิญแพมาถึงเมืองเขมร ได้รับการเลี้ยงดูจากพระมหาปาสมันตเถระ ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในราชสำนักของ พระเจ้าอินทปัตถ์ และได้อภิเษกสมรสกับ พระนางแก้วยอดฟ้า (ฟ้าหญิงคำหยาด) พระธิดาของพระเจ้าอินทปัตถ์

ต่อมาเจ้าฟ้างุ้มไปตีเมืองล้านช้างได้ แล้วขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 23 ของราชวงศ์ล้านช้าง ทรงพระนามว่า "พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี" แผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรล้านช้างในยุคนี้ โดยพระนางแก้วยอดฟ้าพระมเหสีได้ทูลขอให้พระเจ้าฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้าง พระเจ้าฟ้างุ้มทรงเห็นด้วย จึงให้ทูตไปทูลขอนิมนต์พระสงฆ์ที่เขมรมาเผยแผ่ในประเทศลาว


ครั้งนั้นพระสงฆ์ที่นิมนต์มา นำโดยพระมหาปาสมัตเถระและพระมหาเทพลังกา พร้อมพระสงฆ์อีก 20 รูป นักปราชญ์ผู้เรียนจบพระไตรปิฎกอีก 3 คน พระพุทธรูป "พระบาง" และ "หน่อพระศรีมหาโพธิ์"

เมื่อคณะสงฆ์มาถึงเวียงจันทน์ เจ้าเมืองได้นิมนต์พักสมโภชพระบางอยู่ 3 วัน 3 คืน ก่อนเดินทางต่อไปยังเวียงคำ ชาวเมืองเวียงคำได้อาราธนาพระเถระไปในเมืองแล้วสมโภชพระบางกันอีก 3 วัน 3 คืนจึงจะเดินทางต่อ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถยกพระบางไปได้ จึงเสี่ยงทายให้พระบางอยู่ที่เวียงคำ

ส่วนพระเถระและผู้ติดตามก็ได้เดินทางต่อไปยังเมืองเชียงทองเข้าเฝ้าพระเจ้าฟ้างุ้มและพระมเหสีพระเถระและคณะจึงได้เผยแผ่พุทธศาสนาในลาวจนเจริญรุ่งเรืองมั่นคงจนทุกวันนี้

ขบวนธรรมยาตราณ วันนี้ที่ดำเนินผ่านเข้าไปใน สปป.ลาวอย่างเป็นรูปธรรม จึงเสมือนกระตุ้นคำสอนแห่งพระพุทธองค์ให้สิ่งดีงามที่ฝังอยู่นั้นเจริญเติบโต คิดและหวังดีที่เป็นกุศลธรรมต่อกัน จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง และเพิ่มมากขึ้น ทุกคนมีความเมตตา มีความเข้าใจ หวังดี ที่สุดแล้วสามัคคีก็จะเกิดขึ้นได้ ทั้งสังคมภายในและสังคมภายนอก




"ญาครูขี้หอม" อริยสงฆ์ไทย-ลาว


จะว่าไปแล้ว อริยสงฆ์ในแถบนี้ที่รู้จักกันดี เป็นที่เคารพสองแผ่นดินไทย-ลาว นอกจากพระมหาผ่อง สะมาเลิกแล้ว ในอดีตกาลก็มี เจ้าราชครูโพนสะเม็ก หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียก "ญาครูขี้หอม" ถือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ลาวสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช

ญาครูขี้หอม เกิดที่บ้านกะลึม เมืองพาน (ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี) เมื่อประมาณ พ.ศ. 2174 เมื่ออายุ 13-14 ปีได้เข้าไปอยู่ที่เวียงจันทน์กับพระครูยอดแก้ว เพื่อศึกษาพระไตรปิฎกและมนต์ต่าง ๆ แตกฉานในพระธรรมวินัยตั้งแต่ยังเป็นเณร จนกิตติศัพท์เลื่องลือ พระเจ้ากรุงเวียงจันทน์ทรงเลื่อมใสจัดผ้าไตรมาถวายและยกย่องให้เป็นซาจัว (ซา-พระราชา, จัว-เณร) ต่อมาเมื่ออายุครบ 20 ปี ก็จัดพิธีอุปสมบทให้อย่างยิ่งใหญ่ และอีกหนึ่งปีต่อมาก็เลื่อนเป็นพระครู จำพรรษาที่วัดโพนสะเม็ก

หลังจากนั้นอีกหลายปี เกิดเหตุวุ่นวายในกรุงเวียงจันทน์ มีการแย่งชิงราชสมบัติ แบ่งฝักฝ่าย พระครูไม่อยากเป็นฝ่ายใด จึงอพยพออกจากเวียงจันทน์พร้อมผู้ติดตาม 3,000 คน เดินทางเรื่อยไปจนถึงแดนเขมร ระหว่างเดินทางนี้เอง ท่านและสานุศิษย์ได้สร้างบ้านเมือง ก่อตั้งวัดวาอารามหลายแห่ง มีผู้ศรัทธาเข้าร่วมมากมาย จนกระทั่งเกิดเป็นชุมชนลาวตลอดสองฝั่งโขง

ศรัทธาบารมีของพระครูหลวงโพนสะเม็ก นับวันยิ่งมากขึ้น กระทั่งได้รับนิมนต์ขึ้นเป็นพระราชา ปกครอง เมืองนครจำบากนาคบุรีศรี ซึ่งช่วงนั้นมีแต่กษัตรีเป็นผู้ปกครองเมืองอยู่

พระครูจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว จึงให้คนไปเชิญเจ้าหน่อกษัตริย์จากบ้านงิ้วพันลำโสมสนุก มาครองนครจำบากนาคบุรีศรี ทรงพระนามว่าเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร แล้วเปลี่ยนชื่อนครจำบากนาคบุรีศรี เป็นนครจำปาศักดิ์แต่นั้นมา


ปัจจุบันยังมีผู้เคารพเลื่อมใสและรำลึกถึงท่านอยู่ไม่น้อย และหากใครไปนมัสการพระธาตุพนม จะเห็นรูปหล่อเท่าองค์จริงของท่าน ยืนสง่าอยู่ทางทิศเหนือของพระธาตุพนม เพราะท่านเป็นคนสำคัญที่บูรณะพระธาตุพนม


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้