ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก

วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อินเดีย" นับถอยหลัง 1 ก.ค. ใช้ภาษี GST ช่วยดันจีดีพีโต

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 18 มิ.ย. 2560 เวลา 10:30:58 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ด้วยความที่ "อินเดีย" เป็นประเทศขนาดใหญ่ ประกอบด้วย 29 รัฐ ทำให้มีความซับซ้อนในเรื่องการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น กับรัฐบาลกลางอย่างมาก โดยรัฐบาลตั้งแต่ยุคของ "มานโมหัน สิงห์" เมื่อ 6 ปีก่อนที่พยายามปฏิรูปอินเดียให้เป็น "ตลาดเดี่ยว" (Single Market) และล่าสุดรัฐบาล "นเรนทรา โมดิ" ประกาศใช้ระบบภาษี "สินค้าและบริการ" หรือ GST แบบใหม่ที่เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศในอัตรา 18% เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้

บลูมเบิร์ก รายงานว่า หลายฝ่ายมองว่าการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่นี้ จะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินเดียเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 1% ในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้เวิลด์แบงก์จัดให้อินเดียเป็นประเทศที่มีความง่ายในการจ่ายเงินภาษีเป็นอันดับที่ 172 จาก 190 ประเทศ

โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีรายได้จากภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในโลกที่ 16.6% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD หรือองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 34% สะท้อนให้เห็นว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกิด "ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย" ในอินเดียยังไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย เนื่องจากรัฐบาลยังขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษี เพื่อนำไปพัฒนาประเทศได้อย่างทั่วถึง เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม การศึกษา และสาธารณสุข

นายอรุณ เชฏลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อยู่นอกระบบราว 51 ล้านราย และดำเนินธุรกิจด้วยเงินสดทั้งหมด อีกทั้งรายได้จากธุรกิจถือว่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่มาก ดังนั้น รัฐบาลหวังว่าหากระบบการจัดเก็บภาษีใหม่บรรลุผลสำเร็จ จะช่วยให้เกิดโอกาสการสร้างรายได้ต่อบรรดาผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นถึง 14%

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนระบบจัดเก็บภาษีอาจเกิดขึ้นได้เกินกว่าที่คาดเดาได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น อันเกิดจากอุปสรรคในการทำให้บริษัทหลายล้านรายเข้ามาจดทะเบียนได้ตามเป้า รวมถึงระบบอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่เสถียรและครอบคลุมทั่วประเทศ มากกว่านั้นอาจเกิดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลี่ยงภาษีมากขึ้น เพราะนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจในระบบภาษี GST ที่จะมาแทนที่ระบบภาษีแบบเดิม

ทั้งนี้ เงื่อนไขของรัฐบาลระบุว่า ระบบภาษีใหม่นี้จะบังคับให้ธุรกิจที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านรูปี ต้องอัพโหลดใบเสร็จรับเงินของตัวเองเข้าไปในเว็บไซต์สรรพากรทุกเดือน โดยที่ใบเสร็จรับเงินของธุรกิจรายต่าง ๆ จะต้องตรงกับรายการในบัญชีของซัพพลายเออร์ หมายความว่าซัพพลายเออร์ทุกรายต้องเข้าระบบเพื่อรับหมายเลขผู้เสียภาษีและสำแดงรายได้ด้วย

ด้าน นายโปรนาป เสน อดีตหัวหน้านักสถิติของศูนย์การเติบโตนานาชาติแห่งชาติอินเดียระบุว่า การเปลี่ยนแปลงระบบภาษีแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีโอกาสที่สำเร็จได้มากที่สุด เพราะนโยบายที่จริงจังของรัฐบาล แต่ก็จะสร้างความเจ็บปวดมากที่สุดให้กับประชาชนในระยะแรก ๆ ซึ่งอาจกินเวลา 2-3 ปี กว่าจะปรับตัวได้

บลูมเบิร์ก รายงานว่า วันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันแรกตามกำหนดที่รัฐบาลเปิดระบบให้ผู้ประกอบการเข้าจดทะเบียนให้อยู่ในระบบภาษี แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่พอใจกับคำประกาศของรัฐบาลและต้องการให้ชะลอออกไปก่อน เช่นกรณี นายปารัก มัลเด เจ้าของจูปิเตอร์ อิมเพ็กซ์ บริษัทสิ่งทอในมุมไบกล่าวว่า การปรับระบบภาษีใหม่เป็น 18% ถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับ

ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทั้งยังซับซ้อนและเงื่อนไขไม่ชัดเจน และไม่รู้ว่าระบบออนไลน์จะเสถียรจริงหรือไม่ เพราะอินเทอร์เน็ตยังคุณภาพต่ำในบางพื้นที่ และประเด็นปัญหาสำคัญก็คือ อัตราภาษีการค้าใหม่ที่สูงถึง 18% จะส่งผลให้ราคาขายสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะขายสินค้าได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชื่นชมในวิธีการดังกล่าว เพราะจะทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น และจะเกิดผลดีต่อประเทศในระยะยาวหากสำเร็จตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ นายกูนาล กุมาร กุนดู นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัลระบุว่า อาจต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีจึงจะเห็นผลดีจากการปรับระบบภาษี เพราะระบบภาษีของอินเดียแบบใหม่ถือว่าเป็นระบบภาษีที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในโลก ด้วยสาเหตุจากอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละรัฐ รวมถึงรัฐบาลกลางที่ไม่เคยลงรอยด้านผลประโยชน์ และทำให้เกิดความซับซ้อนมากขึ้น