ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โปรเจกต์รัฐ-EEC ดันอสังหาฯโซนตะวันออกโต บิ๊ก “พฤกษา”

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 มิ.ย. 2560 เวลา 09:09:32 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โปรเจกต์รัฐ-EEC ดันอสังหาฯโซนตะวันออกโต
บิ๊ก “พฤกษา”กดปุ่มลุยเปิดโครงการใหม่ตอกย้ำแนวรบไม่เปลี่ยน
*ครั้งแรกที่นำระบบ HVA ชูจุดขาย “ทาวน์โฮม หายใจได้” เพิ่มคุณค่าให้กับบ้าน
 
การพัฒนาเมืองใหม่ภายใต้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor: EEC) ในสามจังหวัดที่ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา,ชลบุรีและจังหวัดระยองนั้นเป็น 1ใน5 เรื่องสำคัญที่ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”นายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการมีความชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมขึ้นภายในปี2560 โดยธงที่มีการตั้งหรือวางแผนกันไว้นั้นจะต้องปรับปรุงฟื้นฟูเมืองเดิม พัฒนาพื้นที่เมืองใหม่ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะเชื่อมโยงพื้นที่เก่า-ใหม่เข้าด้วยกัน เช่น กรอบแนวคิดหรือแนวทางการวางแผนการพัฒนาเมืองฉะเชิงเทราให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ทันมัย รองรับการขยายตัวหรือการเติบโตของกรุงเทพฯและปริมณฑลกับพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ด้วยรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกกรุงเทพฯ-ระยองเป็นตัวเชื่อมการเดินทาง 
จากแนวคิดดังกล่าวนอกจากจะพัฒนาให้เป็นเมืองพักอาศัยชั้นดีมีความทันสมัยแล้ว ยังเป็นการเปิดหน้าดินให้มีการพัฒนาพื้นที่ใหม่รอบๆสถานีรถไฟความเร็วสูง ประกอบกับโซนตะวันออกทั้งชลบุรีและระยองยังชื่อว่าเป็นเมืองที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสูง ด้วยเพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ด้านการลงทุนและการขนส่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือน้ำลึก รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการส่งออกและการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งยังได้ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลในการลงทุนด้านอินฟาสตรัคเจอร์ เพื่อเดินทางไปยังจุดสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การขยายพื้นที่มาบตาพุดอีก 2-3หมื่นไร่สู่นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ที่มีมูลค่าสูงขึ้นจากเดิม การขยายถนนสาย 344 เป็น10-12 เลนเมื่อก่อสร้างเสร็จจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบังได้ดียิ่งขึ้น 

ส่วน อู่ตะเภา ก็ได้มีการกำหนดบทบาทให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งที่ 3 เป็นศูนย์ธุรกิจการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่เชื่อมต่อกับโครงการพัฒนาท่าเรือจุกเสม็ด และรถไฟความเร็วสูง พูดง่ายๆก็คือ การพลิกโฉมในโครงการพัฒนาต่างๆเป็นการเชื่อมโลจิสติกส์ บก-น้ำ-อากาศเข้าด้วยกัน ซึ่งปัจจัยบวกต่างๆเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ภาคตะวันออกเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ งบลงทุนใหม่จากภาครัฐที่วิ่งไปในพื้นที่ต่างๆดังกล่าว ผลดีที่ตามมาก็คือ การลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆจะเติบโต
 เมื่อระบบอินฟาสตรัคเจอร์พร้อมและทุกอย่างก็จะวิ่งไปสู่ภาคการผลิต !! 
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในด้านต่างๆจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้นในโซนตะวันออก และเพื่อให้ทุกอย่างเดินสู่ธงที่ตั้งไว้รัฐบาลเองก็เดินหน้าเต็มสูบเพื่อดึงกลุ่มทุนจากต่างประเทศมาลงทุน เห็นได้จากล่าสุดที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น (Thailand-Japan High Level Joint Commission : HLJC) 
โดยหนึ่งในหลายหัวข้อการประชุมหรือหารือกันนั้น ก็คือเรื่องความร่วมมือในโครงการEEC ซึ่งไทยจะเสนอให้ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนหลักในการพัฒนาEECและส่งเสริมหมู่นักลงทุนญี่ปุ่นได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของEEC ในส่วนนี้จะลงนามระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยและกระทรวงเศรษฐกิจและการค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเพื่อแสดงความร่วมมือการพัฒนาEEC การลงนามในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นภาพว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกอย่างมหาศาล ในหลายๆภาคอุตสาหกรรม
บิ๊ก “พฤกษา” เปิดแนวรบอสังหาฯรับEEC ไม่เปลี่ยน
    ถึงวันนี้ หากจะกล่าวว่า ถนนทุกสายมุ่งการลงทุนสู่ EEC คงไม่ผิดซึ่งก็รวมถึงการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งพบว่าตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกทั้งระยอง ชลบุรีมีการเติบโตคึกคัก รับดีมานด์คนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีจะพบว่าในช่วงไตรมาส 1/2560 มูลค่าตลาดรวมจะมีอยู่กว่า 8,700 ล้านบาทประมาณ 80%ของตลาดรวมเป็นผู้ประกอบการายย่อย แต่ก็ยังพบว่าปัจจุบัน ดีเวลลอปเปอร์จากส่วนกลางกรุงเทพฯทั้งที่อยู่นอกและในตลาดหลักทรัพย์เข้าไปซื้อที่ดินตอกเข็มผุดโครงการแชร์กำลังซื้อในตลาด ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียม 
    การกรีฑาทัพของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดซึ่งก็รวมถึงบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)ที่ได้เข้าไปชิมลางตลาดมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ด้วยการส่งทาวน์โฮมหรือทาวน์เฮ้าส์เข้าไปนำร่อง ซึ่งประสบความสำเร็จและปิดโครงการเป็นที่เรียบร้อย ได้แก่ บ้านพฤกษา บุญสัมพันธ์-พัทยา และ 2 โครงการที่ใกล้จะปิดโครงการ บ้านพฤกษา เศรษฐกิจ-รร.แมรี่,และ บ้านพฤกษา หนองมน-ชลบุรี 2 ซึ่งปัจจุบันพฤกษามี 4 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ(active ) ดังนี้ 1.โครงการบ้านพฤกษา นารา ชัยพฤกษ์ 2-จอมเทียน , 2.โครงการบ้านพฤกษา สหพัฒน์-แหลมฉบัง ,3.โครงการ บ้านพฤกษา สหพัฒน์-แหลมฉบัง (2) ,และ4.โครงการ บ้านพฤกษา อมตะ-บายพาส 

ชูจุดขาย “ทาวน์โฮม หายใจได้” สร้างความต่างเพิ่มคุณค่าให้กับบ้าน
    หากพิจารณาการปักหมุดโครงการของพฤกษาจังหวัดชลบุรีจะพบว่า จะในโซนการท่องเที่ยวและใกล้แหล่งงานนิคมอุตสาหกรรม และในพื้นที่ชลบุรีนี้ ไตรมาส1/2560 มูลค่าตลาดรวมมีกว่า 1,800 ล้านบาทนั้น ทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วนมากสุด 34%  ประมาณ 629 ล้านบาท ระดับราคาขายอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท มีสัดส่วนตลาดสูงสุด 507 ล้านบาท, รองลงมาคือ บ้านเดี่ยวมีสัดส่วนอยู่ที่ 27% หรือประมาณ 499 ล้านบาท ระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีสัดส่วนตลาดสูงสุด 186 ล้านบาท  .อันดับ 3.คือคอนโดมิเนียม มีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 22 % ระดับราคา 2-3 ล้านบาท มีสัดส่วนตลาดสูงสุด 125 ล้านบาท  ในโซนนี้ มีทาวน์เฮ้าส์โครงการบ้านพฤกษา 89 และในช่วงไตรมาส1/2560 พฤกษา มีส่วนแบ่งตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรีเพิ่มขึ้นที่ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอยู่ที่ 2%
    ด้วยเพราะตลาดทาวน์เฮ้าส์เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมพฤกษาเล็งเห็นส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตจึงเข้ามาพัฒนาโครงการที่ชลบุรี และสร้างความแตกต่างของโปรดักส์ด้วยการใส่นวัตกรรมใหม่เข้าไปเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัย อาทิ โครงการ บ้านพฤกษา 121 สหพัฒน์-แหลมฉบัง (2) ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บนพื้นที่กว่า 39 ไร่ พัฒนาเป็นทาวน์โฮม 421 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 5 ยูนิต (บริเวณด้านหน้าโครงการ)  ซึ่งแบบบ้านTP08 (CEDAR) ซึ่งเป็นบ้านหน้ากว้าง5.7 เมตร(3 นอน 2 น้ำ)ที่จอดรถ 1 คัน บนพื้นที่เริ่มต้น17.4 ตารางวา( ตร.ว. )พื้นที่ใช้สอย 95 ตารางเมตร(ตร.ม.)ราคาขายเริ่มต้น 1.5-2 ล้านบาท
 “บ้านพฤกษา สหพัฒน์-แหลมฉบัง(2)” ทาวน์โฮมพร้อมอยู่ในทำเลศักยภาพมีความโดดเด่นใกล้เครือสหพัฒน์เพียง 1 กิโลเมตร ใกล้ถนนมอเตอร์เวย์เพียง 1.5 กิโลเมตร  ตั้งอยู่บนถนนเมืองใหม่กลาง อีกทั้งโครงการยังตั้งอยู่ในทำเลที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานีที่สำคัญอื่นๆ ห้างสรรพสินค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ได้แก่ ฮาเบอร์มอล์, โรบินสัน ศรีราชา, J Park, ตลาดไร่หนึ่ง, ตลาดพระพรหม, ตลาดเมืองทอง, ตลาดวรกิตต์ โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลวิภาราม , โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี , โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา
ด้วยพื้นที่โครงการขนาดใหญ่บนที่ดินกว่า 39 ไร่ จำนวนบ้าน 426 ยูนิต แบ่งเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น 421 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 5 ยูนิต (บริเวณด้านหน้าโครงการ) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นำระบบ HVA (High Value Added) ทาวน์โฮม หายใจได้ (PRUKSA FRESH AIR SYSTEM) มาใช้ที่ชลบุรี ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายหลักที่สำคัญที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งในพื้นที่ 
PRUKSA FRESH AIR SYSTEM คือระบบนวัตกรรมการถ่ายเทอากาศ ภายในตัวบ้านและโถงหลังคา ทำให้สามารถเร่งกลไกลการระบายอากาศและความร้อน ออกจากตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ระบบ PRUKSA FRESH AIR SYSTEM  ช่วยให้บ้านถ่ายเทอากาศในระดับที่สามารถช่วยลดการสะสมของอากาศเสียและอากาศที่อับชื้นต่างๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเกิดภูมิแพ้ได้อีกด้วย
นอกจากระบบ PRUKSA FRESH AIR SYSTEM บ้านพฤกษายังคงเพิ่มคุณค่าให้กับบ้านโดยเพิ่ม พื้นที่หลังบ้าน+เข็มยาว , SKYLIGHT ฝ้าเพดานโปร่งแสง นำแสงสว่างเข้ามาสู่ตัวบ้านในเวลากลางวัน , หลอดไฟ LED ใช้หลอดไฟ LED ภายในบ้าน ประหยัดพลังงาน ทนทาน และให้คุณภาพแสงที่ดี , Solar Cell ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในบ่อบำบัด, ไฟสนาม และนิติบุคคลช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง , Bike Lane จัดพื้นที่สำหรับรถจักรยาน , ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมงพร้อมระบบ CCTV บันทึกป้ายทะเบียน มีพื้นที่สวนส่วนกลางขนาด 1 ไร่กว่า เพิ่มความน่าอยู่อาศัยมากขึ้นไปอีก
กล่าวได้ว่าการโครงการลงทุนแนวระเบียงเขตุเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ของภาครัฐได้เพิ่มแรงส่งให้ตลาดที่อยู่อาศัยบูมรับดีมานด์ และการที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างพฤกษา กระโดดลงไปแบบไม่หยุดเช่นนี้ บ่งชีได้ว่าตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก และเชื่อว่าการเปิดแนวรบของพฤกษา ผ่านแบรนด์ “บ้านพฤกษา”คงมุ่งขยายไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ อีกหลายเมืองอิงเข็มทิศโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐอาทิ ระยอง ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา เป็นจังหวัดเป้าหมายที่ผู้บริหารจะกดปุ่มสั่งลุย