ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เอฟเฟ็กต์เฟดขึ้นดอกเบี้ย-ลดงบดุล บีบ "บาท" ผันผวน-ต้นทุนเงินพุ่ง

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 มิ.ย. 2560 เวลา 15:05:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กูรูเตือนผู้ประกอบการครึ่งปีหลังรับมือค่าบาทผันผวน ต้นทุนเงินพุ่ง "ศูนย์วิจัยกสิกรฯ" จับตาเฟดลดถือครองทรัพย์สิน ส่งเงินบาทอ่อนค่า "ไทยพาณิชย์-ทีเอ็มบี" คาด ธปท.คงดอกเบี้ยทั้งปี 1.5%

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 13-14 มิ.ย. ที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ 1.00-1.25% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยที่ตลาดเฝ้าระวังคือ การลดถือครองทรัพย์สิน (ลดงบดุล) ของเฟด ที่คาดว่าจะเริ่มในเดือน พ.ย.ปีนี้ ซึ่งตลาดมองว่าหลังจากนี้จะมีการปรับลดทรัพย์สิน (ลดงบดุล) รวมทั้งหมดประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นพันธบัตรมูลค่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอสังหาริมทรัพย์อีก 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ตามทฤษฎี เมื่อเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินควรจะอ่อนค่าลง เนื่องจากมีเงินไหลกลับไปยังสหรัฐอเมริกา แต่รอบนี้การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงนี้ เกิดจาก 2 สาเหตุคือ มีเงินจากต่างประเทศที่อาจเข้ามาเตรียมซื้อกิจการ (M&A) 2 โครงการ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ายาก อีกสาเหตุคือ ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 11% มากเป็นอันดับ 3 ของโลก และผลต่างอัตราเงินเฟ้อระหว่างไทยกับสหรัฐที่เงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่า ทำให้การเสื่อมค่าของเงินน้อยกว่า ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติจึงยังสนใจมาลงทุนในไทย แม้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐจะแคบลงก็ตาม

ทั้งนี้ ทางธนาคารมองระยะสั้นว่าค่าเงินบาทกรอบล่าง จะอยู่ที่ 33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในระยะ 1 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33.45-34.37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

"ครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าค่าเงินบาทจะมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33.50-35.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีความผันผวนจากปัจจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะการที่เฟดอาจเริ่มลดการถือครองทรัพย์สินลง จะมีผลดี คือ ทำให้พันธบัตรของไทยอาจจะน่าสนใจลดลง ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนลดลง ซึ่งอาจจะมีผลทางอ้อมทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทั้งนี้ธนาคารคาดการณ์ค่าเงินบาทช่วงสิ้นปีจะอ่อนค่าลงจากปัจจุบัน โดย ณ สิ้นปีที่ 34.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถือว่ายังแข็งค่าขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีที่อยู่ระดับ 35.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ" นายกอบสิทธิ์กล่าว

ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) วิเคราะห์ว่า ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นมา และคาดการณ์ว่าปีนี้เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งไปอยู่ที่ 1.25-1.50% แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เฟดอาจชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลง และมีความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น

ในส่วนของไทยปีนี้ คาดว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะต่อไป และคาดว่าจะยังมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยในช่วงที่เฟดยังไม่เริ่มลดขนาดงบดุล จึงคาดว่าค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อไป ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

"แต่ในระยะถัดไป หากเฟดเริ่มลดขนาดงบดุล ปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจทยอยลดลง และส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีปรับเพิ่มขึ้น เงินไหลกลับเข้าตลาดสหรัฐ ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น ด้านตลาดการเงินไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ก็จะปรับเพิ่มขึ้น ตามทิศทางพันธบัตรสหรัฐทำให้ผู้ระดมทุนจะมีความเสี่ยงต่อต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น ด้านผู้นำเข้าควรป้องกันความเสี่ยงจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง" EIC ระบุ

ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ของธนาคารทหารไทย วิเคราะห์ว่า จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้คาดการณ์ว่าเฟดจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนถึงช่วงสิ้นปีไปอยู่ที่ 1.25%-1.50% ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ที่ 1.50%

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็จะเริ่มทยอยปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมรับมือกับทั้งความผันผวนจากค่าเงินบาทและจากต้นทุนทางการเงินที่จะเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนในปี 2561 เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ทางศูนย์วิเคราะห์ฯ ทีเอ็มบี คาดการณ์ว่า ธปท.มีโอกาสจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของไทยได้ 2 ครั้งตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และอัตราเงินเฟ้อที่จะทยอยสูงขึ้น


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้