5 ยักษ์บันเทิงเวียดนาม รวมพลังตั้ง “กองทุน” สู้ศึก “ภาพยนตร์ต่างชาติ”

อุตสาหกรรมภาพยนตร์เวียดนามอาจเรียกว่าเป็นอีกอุตสาหกรรมที่มีอนาคต ด้วยกำลังซื้อสำคัญจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่กำลังถูกภาพยนตร์จากต่างประเทศแพร่อิทธิพลเข้ามามากขึ้น ทำให้ล่าสุดผู้ประกอบการธุรกิจภาพยนตร์เวียดนาม ร่วมกับผู้ประกอบการจากสหรัฐและญี่ปุ่น เปิดตัว “กองทุนเพื่ออุตสาหกรรมบันเทิงเวียดนาม” (Vietnam Entertainment Fund : VEF) เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงของเวียดนาม

เวียดนามเอ็กซ์เพรสรายงานว่า บริษัทธุรกิจภาพยนตร์ 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท Yeah1 CMG ผู้ผลิตภาพยนตร์ชั้นนำของเวียดนาม, บริษัท Surfing Holdings, บริษัท Green International, บริษัท R&B Capital Group มีสำนักงานใหญ่อยู่สหรัฐและ MBC Studio บริษัทร่วมทุนระหว่าง MCV Corp ของเวียดนาม และ Asahi Broadcasting Group Holdings ของญี่ปุ่น ได้ร่วมกันเปิดตัว “กองทุนเพื่ออุตสาหกรรมบันเทิงเวียดนาม” (VEF) มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถือหุ้นในอัตราเท่ากันบริษัทละ 20%


นายเหงียน กาว ตุง ซีอีโอกองทุน VEF กล่าวว่า กองทุนนี้เป็นกองทุนเปิดกองแรกสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงโดยเฉพาะ ซึ่งกองทุน VEF มีจุดประสงค์หลักเพื่อมุ่งลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นหลักในระยะกลางและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโฆษณาในโรงภาพยนตร์ การสร้างภาพยนตร์ และสร้างโรงภาพยนตร์ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวเวียดนาม ที่มีประชากรอายุ 24-54 ปี เป็นสัดส่วน 46% ของประชากรเวียดนาม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจบันเทิงนี้

กองทุน VEF กำหนดจะเริ่มการลงทุนภายในเดือนสิงหาคมนี้ กองทุนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ในเวียดนามได้ราว 10-15 เรื่องต่อปี อีกทั้งจะมีบริการให้คำปรึกษาทางด้านสื่อและการตลาดกับผู้สร้างหนังด้วย โดยกำหนดเงินทุนสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่ 5-45% ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สร้างหนังในแต่ละเรื่อง

ที่ผ่านมาเวียดนามมีการผลิตภาพยนตร์เพียง 4-5 เรื่องต่อปี เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเงินทุน จากเดิมที่ผู้ผลิตต้องยื่นขอเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งมีงบประมาณช่วยเหลือธุรกิจด้านความบันเทิงน้อยมาก ส่วนใหญ่รัฐบาลมักจำกัดกรอบการสร้างภาพยนตร์โดยอนุญาตเพียงบางประเด็น เช่น สงคราม การเมือง และโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเวียดนาม ขณะที่ไม่ตอบโจทย์ความสนใจของกลุ่มวัยรุ่น

“เหงียน ธิ ฮง เญิต” รองหัวหน้าสมาคมภาพยนตร์เวียดนาม กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวียดนามมีการนำเข้าภาพยนตร์จากฮอลลีวูดมากที่สุด รองมาคือภาพยนตร์บอลลีวูด จากอินเดีย และจีน ซึ่งเนื้อหาจากภาพยนตร์ต่างประเทศตอบสนองความต้องการมากกว่า ดังนั้นการลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์ รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ ถือเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ คาดว่าการเกิดขึ้นของกองทุน VEF จะช่วยสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เวียดนามเพิ่มขึ้น 25% หรือประมาณ 5.6 ล้านล้านด่องในปี 2020 จากเดิมที่มีรายได้ราว 2.3 ล้านล้านด่องต่อปี ขณะที่เป็นรายได้จากภาพยนตร์ของเวียดนามเองเพียง 20%

ซีอีโอของกองทุน VEF กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนจะจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำอยู่ที่ 8% ต่อปี และสูงสุดไม่เกิน 10.5% ต่อปี และคาดว่าเงินปันผลระดับนี้จะคงอยู่ไปจนถึงปี 2022

นอกจากนี้ กลุ่ม 5 บริษัทที่ร่วมก่อตั้งกองทุน VEF มีแผนการลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์ในเวียดนามเพิ่มอีก 40 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2020 รวมถึงแผนการจะเข้าซื้อหุ้นโรงภาพยนตร์อื่น ๆ ในสัดส่วน 10-40% ในปีนี้และปีหน้า และแผนระยะยาวของกองทุน VEF คือเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ในอีก 5 ปีข้างหน้า