หวั่นพญามังกรเบี้ยวดีล โครงการรถไฟ “จีน-ลาว”

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข่าว

“จีน” ในฐานะผู้ลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังสร้างความกังขาหลายเรื่องกับ “สปป.ลาว” ในโครงการรถไฟจีน-ลาว ส่วนหนึ่งของ “เส้นทางรถไฟคุนหมิง-สิงคโปร์” ที่ครอบคลุม สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ภายใต้โครงการ One Belt One Road

นายคำสุก บุนยะวง สมาชิกสภาแห่งชาติ สปป.ลาว จากแขวงพงสาลี กล่าวกับ “วีโอเอ ภาษาลาว” ระบุว่า จีนกำลังทำลายความเชื่อใจระหว่างกัน ด้วยการจ้างแรงงานชาวจีนมากกว่าชาวลาวในโครงการรถไฟจีน-ลาว มูลค่าลงทุนกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์


ขณะที่คำแถลงของ นายมีไซ แสงจันทะวง หัวหน้ากองส่งเสริมการจ้างงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างรถไฟจีน-ลาว ที่เคยประเมินไว้ว่าต้องใช้แรงงานมากถึง 30,000 คน ส่วนใหญ่กลับเป็น “แรงงานจีน” ที่นำเข้ามามากถึง 19,000 คน ขณะที่แรงงานชาวลาวมีเพียง 2,135 คนเท่านั้น

โดยแรงงานลาวส่วนใหญ่มีหน้าที่แค่ขับรถขนส่งวัสดุ หน่วยงานดูแลและป้องกันแรงงานของแต่ละแขวงที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ แขวงหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง และนครหลวงเวียงจันทน์ ระบุว่า กลุ่มนายจ้างคนจีนอ้างว่าที่ไม่จ้างงานชาวลาว เพราะไม่มีศักยภาพตามมาตรฐานของจีน

พร้อมระบุว่า จีนกำลังทำผิดข้อตกลงที่เคยเจรจากันไว้ในปี 2015 ที่ให้คำมั่นว่า จะจ้างแรงงานลาวจำนวน 7,112 คน สำหรับโครงการนี้ ดังนั้นภายในเดือน ธ.ค.นี้ กระทรวงแรงงานฯจะรวบรวมข้อเรียกร้องของแต่ละแขวงและนำไปพิจารณาสำหรับโควตาการจ้างงานในส่วนที่เหลือกว่า 11,000 คน

อีกหนึ่งปัญหาคือ การเจรจาตกลงเพื่อจ่ายค่าเวนคืนที่ดินให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบใน 13 เมือง ที่ยังไม่เรียบร้อย “บ่อทอง ง้วนพะจัน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง กล่าวว่าได้ส่งมอบที่ดินให้กับบริษัทของจีนไปแล้ว 84% ที่เหลือต้องเร่งเจรจาให้ทันปีนี้ ยังมีประชาชนที่ยังไม่ได้รับค่าเวนคืนที่ดินอยู่ 242 ราย จากทั้งหมด 4,411 ครอบครัว

“โครงการได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 40% และจีนต้องเร่งเจรจากับผู้ได้รับผลกระทบภายในปีนี้ เพื่อให้โครงการสามารถก่อสร้างเสร็จทันในปี 2021” รมช.กระทรวงโยธาฯกล่าว

นักวิเคราะห์จากองค์กรแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดิน สปป.ลาวระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่โครงการรถไฟสายนี้จะล่าช้า ทั้งยังมองว่า สปป.ลาวเสียเปรียบจีนตั้งแต่เริ่มต้นข้อตกลงการลงทุน โดย สปป.ลาวมีกรรมสิทธิ์เป็นผู้ลงทุนเพียง 30% มูลค่า 840 ล้านดอลาร์ ส่วนจีนเป็นผู้ลงทุนใหญ่ 70% นอกจากนี้ สปป.ลาวยังต้องกู้เงินจากจีนอีก 500 ล้านดอลลาร์ ระยะเวลา 20 ปี ดอกเบี้ย 3% ซึ่งคาดกันว่ามีความเสี่ยงสูงที่รัฐบาล สปป.ลาวจะไม่สามารถใช้หนี้คืนได้ตามกำหนด ซึ่งมีโอกาสที่เหมืองแร่หลายแห่งจะตกไปเป็นของจีนในอนาคต

Previous articleหอการค้า 5 ภาคชง “บิ๊กตู่” อุ้มSME เพิ่มขีดแข่งขัน-ฝ่าสงครามการค้า
Next article“อำไพ หาญไกรวิไลย์” ปธ.หอการค้า สมุทรสาคร ดันสินค้าเกษตร “สร้างแบรนด์จังหวัด”