ศศิวรรณ บุญเรือง บิ๊กบอส “รีจิสตาร์” เตรียมโปรเจ็กต์ใหญ่เอาใจคอเกาหลี ระดมไอดอลญี่ปุ่น-จีน ทำตลาดในไทย

เรื่องโดย : W.K.언니 (wkaonnie@hotmail.com)

ธุรกิจบันเทิงอย่างการเป็น “ผู้จัด” คอนเสิร์ต และงานแฟนมีตติ้ง โดยเฉพาะศิลปินจากเกาหลี ดูเผิน ๆ น่าจะทำแล้วได้กำไรง่าย ๆ เพราะคึกคักพีกสุดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บางเดือนมีอีเวนต์ทุกสัปดาห์ กลายเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปในรายละเอียด และจากปากผู้จัดอีกหลายรายระบุว่า ทำกำไรยาก ต้องละเอียดทุกขั้นตอน ที่สำคัญต้องตอบโจทย์ต้นสังกัดของศิลปิน และความต้องการของแฟนคลับให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ยอดขายบัตรวิ่งไปถึงจุด sold out” แบบหมดหน้าตัก

ในงานแฟนมีตติ้งของ “ควอน ฮยอนบิน” หนึ่งในผู้เข้าร่วมรายการ Produce 101 ที่จัดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัท รีจิสตาร์ จำกัด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ  “ศศิวรรณ บุญเรือง” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีจิสตาร์ จำกัด ที่ในวงการจะคุ้นหน้ากันดี เพราะก่อนหน้านี้ก็คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจอีเวนต์มาก่อน ศศิวรรณ เล่าว่า ทำงานด้านสื่อมาก่อน และดูแลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเอเชียเป็นหลัก ซึ่งในขณะนั้นก็เริ่มเห็นกระแสของซีรีส์ของไต้หวันเรื่องเอฟ 4 (F4) ที่ดังมาก และได้เห็นพลังของแฟนคลับในการสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองชอบว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคบูมสุด ๆ ของกระแสเกาหลี เพราะชองจีฮุน หรือที่เราคุ้นในชื่อ “เรน”  ภายหลังจากการจัดโชว์เคสในไทย บวกกับกระแสซีรีส์เรื่องฟูลเฮาส์ที่เรนเป็นนักแสดงนำ ที่เข้าขั้นฟีเวอร์ในช่วงนั้น ไม่ใช่แค่เพียงในไทย แต่ดังไปทั่วทั้งเอเชีย จึงเริ่มมองถึงโอกาสในธุรกิจนี้

แต่สิ่งที่ทำให้ถึงจุดเปลี่ยนจากที่หลุดวงโคจรในธุรกิจอีเวนต์เกาหลีไปแล้ว แต่ก็กลับคืนวงการอีกครั้ง ศศิวรรณเล่าว่า “มีรุ่นน้องมาชวนไปทำ และเป็นรุ่นน้องที่ไว้ใจได้ จึงตัดสินใจลองทำ เมื่อย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีก่อน ที่กระแสของโชว์จากเกาหลีเข้ามา ค่าตัวของศิลปินไม่ได้โหดเหมือนกับตอนนี้ รวมถึงผู้จัดมีน้อย การแข่งขันไม่สูงมาก และมีคอนเน็กชั่นที่ดี จึงตัดสินใจเข้ามาในธุรกิจนี้ จากนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้ และเปิดตัวบริษัทรีจิสตาร์ในที่สุด”


เมื่อถามถึงงานแรกของศศิวรรณคือ ศิลปินหน้าใหม่ “อาจู” ซึ่งในขณะนั้นการทำโชว์จากเกาหลีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เราจึงเริ่มด้วยการนำศิลปินหน้าใหม่เข้ามา ซึ่งสื่อให้การตอบรับที่ดีมาก และในแต่ละอีเวนต์ก็จะมีพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมหลากหลาย จากนั้นจึงตัดสินใจที่จะทำอย่างจริงจัง ภายใต้บริษัทใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “รีจิสตาร์” และเริ่มต้นด้วยการจัดคอนเสิร์ตของบอยแบนด์วงบังทันบอยส์ หรือ BTS ภายใต้สังกัด “บิ๊กฮิต เอ็นเตอร์เทนเมนท์” แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้จัดรายหนึ่งจัดโชว์ในรูปแบบคอนเสิร์ตไปแล้ว แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพราะแฟนคลับของวง BTS เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานในครั้งนั้น มีความพิเศษมากคือ วง BTS ได้ร้องเพลงไทยให้แฟนคลับชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทั้ง 7 ร้องเพลงไทย ทำให้ทั้งผู้จัดและแฟนคลับเซอร์ไพรส์มาก

ทั้งนี้ ศศิวรรณได้ฉายภาพของตลาดอีเวนต์จากเกาหลีว่า ปีที่แล้วการแข่งขันก็สูงมากอยู่แล้ว มาปีนี้การแข่งขันก็ยังสูงเหมือนเดิม เมื่อดูจำนวนงานอีเวนต์เกาหลีในช่วงที่ผ่านมามีรวมกว่า 20 อีเวนต์ บางวันมีงานซ้อนกันถึง 3 งาน ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในโปรเจ็กต์ดี ๆ จะเกิดการแย่งชิงกัน ตามมาด้วยการแข่งขันด้านราคา ทำให้ผู้จัดรายเล็กอย่างรีจิสตาร์ก็สู้ลำบาก “ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ไหวเราก็เซย์โนไปเลย หรือแม้แต่ในบางโปรเจ็กต์ที่ถึงแม้จะมีเงินอย่างเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้โปรเจ็กต์นั้น คุณยังต้องมีคอนเน็กชั่นที่ดีด้วย”

นอกจากจุดแข็งข้างต้นแล้ว ศศิวรรณยังบอกอีกว่า ไม่ว่าจะจัดโปรเจ็กต์อะไรก็ตาม “มุมมองจากแฟนคลับ” เป็นเรื่องที่รีจิสตาร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งในบางงานที่แฟนคลับไม่เห็นด้วย ทางรีจิสตาร์ก็รับฟังและปรับเปลี่ยนรายละเอียดของงาน แม้ว่าจะกระทบต่อต้นทุนก็ตาม แต่เพื่อรักษาฐานแฟนคลับเอาไว้ก็ต้องทำ นอกจากนี้ยังต้องสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ไปยังแฟนคลับ โดยในเพจของรีจิสตาร์จะให้แอดมินพูดคุยตอบคำถามจากแฟนคลับด้วยความเป็นกันเอง  และบางครั้งก็สื่อสารแบบเป็นทางการผสมผสานกันไป

ในฐานะที่อยู่ในวงการอีเวนต์เกาหลีมานาน ศศิวรรณได้เล่าถึงโปรเจ็กต์ในอดีตที่ค่อนข้างยาก คือ วง BTS รีจิสตาร์ใช้หลายส่วน ทั้งงบประมาณและคอนเน็กชั่นเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม รีจิสตาร์ไม่ได้มองแค่การจัดเฉพาะศิลปินระดับท็อปเท่านั้น บางศิลปินจะดูจากศักยภาพของฐานแฟนคลับว่ามากพอที่จะลงทุนในโปรเจ็กต์หรือไม่ เพราะไม่มีผู้จัดรายใดจัดงานแล้วขาดทุน แต่บางงานที่รู้ว่าขาดทุนแต่ก็ต้องจัด เพราะมองถึงคอนเน็กชั่นในอนาคตไว้ด้วย

การจัดอีเวนต์เกาหลีขึ้นชื่อเรื่องทำกำไรยาก จัด 10  อีเวนต์ อาจจะมีทั้งโปรเจ็กต์ที่ทำกำไรและขาดทุน ศศิวรรณเล่าว่า การจัดอีเวนต์จากเกาหลีใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ต้นทุนหลักคือ ค่าตัวศิลปินประมาณร้อยละ 50-60 ของต้นทุนรวม ส่วนที่เหลือคือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโปรดักชั่นและอื่น ๆ ซึ่งหากต้องการเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติมก็อาจจะต้องเพิ่มเงินเข้าไป เช่น ไฮทัช หรือถ่ายรูปกับศิลปิน ซึ่งความพิเศษเหล่านี้เป็นเรื่องที่เหล่าแฟนคลับต้องการ และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตร

ศศิวรรณยังเล่าให้เห็นถึงความยากในแต่ละโปรเจ็กต์ว่า มีความแตกต่างทั้งในเรื่องของสังกัดของศิลปิน และเอเย่นต์ที่ทำหน้าที่เจรจา ยกตัวอย่างโปรเจ็กต์ของ JBJ” ที่ก่อนหน้านี้มีผู้จัดทำไปแล้ว เมื่อรีจิสตาร์มาทำต่อ ก็จะเกิดการเปรียบเทียบและกลายเป็นความกดดันของผู้จัด นอกจากนี้รูปแบบในแต่ละโปรเจ็กต์ต้นสังกัดของศิลปินจะเป็นผู้กำหนดว่ากิจกรรมในแต่ละโปรเจ็กต์จะเป็นอย่างไร

“ปัจจัยสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ผู้จัดเท่านั้น แต่มันอยู่ที่ต้นสังกัดของศิลปิน เพราะทุกอย่างทีมงานเกาหลีจะเป็นฝ่ายพิจารณาทั้งหมดว่าทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้าง บางครั้งก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการ บางอย่างอธิบายได้ บางอย่างอธิบายไม่ได้ เพราะค่อนข้าง sensitive เราก็ต้องทำใจไป แต่อะไรที่สามารถทำได้ เราจะทำให้แฟนคลับแน่นอน”

การเพิ่มจำนวนของผู้จัดอีเวนต์ที่นับคร่าว ๆ ได้มากกว่า 15 ราย ทำให้การจัดอีเวนต์เกาหลีในไทยมีความถี่มากขึ้น จนทำให้สถานที่จัดงานไม่พอรองรับ ศศิวรรณเล่าว่า สถานที่จัดงานได้กลายเป็นปัญหาของผู้จัด บางช่วงสถานที่มีให้ แต่ศิลปินไม่มีคิวให้ ก็ไม่สามารถจัดงานได้

“ปัญหามันเหมือนงูกินหาง ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ เราจะเสียเครดิต และยังต้องจ่ายค่ามัดจำด้วย แต่มันไม่ดีในแง่ของธุรกิจ อย่ามองแค่อีเวนต์เกาหลีเท่านั้น เพราะในขณะนี้จำนวนอีเวนต์ของไทยก็เยอะ ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็ต้องมีการสร้างฮอลล์เพิ่ม แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครสนใจลงทุนสร้างเพิ่ม”

สำหรับแผนจัดอีเวนต์ในปี 2562 นั้น ศศิวรรณเล่าว่า มีโปรเจ็กต์ใหญ่ที่อยู่ในระหว่างเจรจา และถือเป็นโปรเจ็กต์ชั้นความลับ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ นอกเหนือจากนี้ยังมีแผนที่จะนำนักแสดงจากทั้งประเทศญี่ปุ่นและจีน จัดเป็นคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งในไทยอีกด้วย

“เราไม่รู้อนาคตว่าหากเคพ็อปเกาหลีมันซบเซาแล้วนั้นจะเป็นอย่างไร จึงต้องมีแผนสำรองเอาไว้ โดยเฉพาะกระแสของนักแสดงชาวจีน จากซีรีส์ F4  กำลังได้รับความนิยมในไทยอย่างมาก”

ศศิวรรณ ได้ทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ครั้งนี้ว่า ในแง่ของธุรกิจ รีจิสตาร์ไม่ได้คาดหวังถึงรายได้และกำไรว่าจะต้องเป็นอย่างไร แต่จะเน้นไปที่ทำแล้วไม่เจ็บตัวก็พอ พร้อมทั้งมีกำไรที่เหมาะสมไม่ต้องมาก แต่สามารถดูแลพนักงานในบริษัท พร้อมทั้งสร้างความสุขให้แฟนคลับได้ …

Previous article‘ปตท.-บางจาก’แจ้งปรับลดราคาน้ำมัน มีผล15พ.ย.
Next articleฮือฮา! สิงคโปร์ส่ง ‘โรโบคอป’ ลาดตระเวนความปลอดภัย ‘อาเซียนซัมมิต’ คนแห่ขอเซลฟี่