“The Florida Project” ใต้ความใสซื่อ-บริสุทธิ์ สะท้อนการดิ้นรนของชนชั้นล่างอย่างเจ็บปวด

ชื่อของ “ฌอน เบเกอร์” เป็นที่รู้จักจากหนังอินดี้ไอเดียสุดบ้าคลั่ง เล่าถึงชีวิตสุดจี๊ดของสาวข้ามเพศด้วยการใช้โทรศัพท์ iPhones 5S ถ่ายทำ ในปี 2015 ขณะที่หนังเรื่องล่าสุดอย่าง The Florida Project เบเกอร์ ก็ยังคงพูดถึงการดิ้นรนของคนตัวเล็กๆ ในสังคมชั้นล่างเช่นเคย ผ่านตัวละครสองแม่ลูก “ฮัลลี่ย์-มูนี่” คุณแม่วัยใสและลูกน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมเล็กสภาพไม่ต่างจากรูหนูที่มีชื่อตึกว่า Magic Castle โดย “มูนี่” มีชีวิตช่วงซัมเมอร์ด้วยการวิ่งเล่น สร้างความปั่นป่วน ความวุ่นวายทุกที่ที่เธอไป แถมมีความกร้านโลก พูดจาหยาบคาย ขณะที่แม่ของเธอ หรือโลกของผู้ใหญ่ แม่ของเธอต้องเที่ยวหางานทำทุกวิถีทางเพื่อจ่ายค่าเช่า และเลี้ยงดูมูนี่แบบปากกัดตีนถีบสุดๆ โดยมี บ็อบบี้ ผู้จัดการโรงแรมที่มักจะเข้าไปอยู่ในทุกๆ สถานการณ์ของโรงแรมแห่งนี้

ส่วนตัวพูดไม่เต็มปากว่าชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ หนังเล่าแบบไปเรื่อยๆ ไม่มีความพีค หรือไดนามิคใดๆ เน้นวีรกรรมสุดแสบของเด็กๆ และในแง่ความลึกของมิติตัวละครค่อนข้างน้อย แต่สิ่งที่หนังต้องการจะพูดถึงการต่อสู้ดิ้นรน สะท้อนภาพสังคมชั้นล่าง ความฝันในแบบอเมริกันดรีม และชีวิต หนังนำเสนอออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและสวยงามในตัวเอามากๆ

ประเด็นชนชั้นล่าง หนังเผยให้เห็นสภาพสังคมที่ถูกแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยการดิ้นรน ต่อสู้ ขณะที่ปมคุณแม่วัยใส โมเมนต์ระหว่างแม่-ลูก คือความสวยงามที่สุดในหนัง ความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องพูดว่า แม่รักลูก หรือคำสอนโลกสวย โตไปต้องเป็นคนดี กลับกัน ทุกซีน ตัวละครแม่ แทบไม่เคยเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกเลยด้วยซ้ำ แต่เธอสอนให้มูนี่เอาตัวรอดในสังคมนี้ และทำทุกอย่างให้มูนี่มีความสุข ถึงจะเป็นความสุขในโลกเพี้ยนๆ ก็เถอะ และเธอก็มีความสุขในแบบของเธอจริงๆ แม้ความไร้เดียงสา จะไม่ได้ทำให้เธอเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต่อสู้เลยก็ตาม


ตัวละคร บ็อบบี้ แสดงโดย วิลเล่ม เดโฟ คือตัวแทนของคนที่ดิ้นรนอย่างหนัก มีความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในหลายสถานการณ์ ผู้จัดการโรงแรมที่ต้องดุร้ายในหน้าที่ แต่จิตใจดี เราจึงเห็นตัวละครนี้ควยช่วยเหลือ มูนี่ และ ฮัลลี่ย์ ตลอด แม้จะไม่ค่อยแสดงออกตรงๆ หรือพูดจาภาษาดอกไม้ด้วยก็ตาม

อีกประเด็นที่ชอบ หนังมีการใช้สัญญะมากมายในหนังทั้งสี การตีความ เซ็ตติ้งของหนังที่วางให้โรงแรมอยู่ใกล้กับดิสนีย์แลนด์ ดินแดนที่เป็นความฝันของเด็กๆ ทั่วโลก แถมห้องพักรูหนูยังกล้าๆ ตั้งชื่อสวยหรูว่า Magic Castle (ล้อกับ Magic Kingdom ที่สวยดั่งเทพนิยาย) ซึ่งคอนทราสกับสภาพความเป็นอยู่มาก หลายๆ ซีนที่ “มูนี่” แอนด์ เดอะ แก็งค์ พยายามวิ่งออกไปเล่นในที่ไกลออกไป แล้วจินตนาการถึงบ้านในฝันกลางบ้านร้าง จึงเป็นภาพที่เจ็บปวดมากกว่าน่าเอ็นดู ซึ่งหนังก็ค่อยๆ ยกระดับความกระอักกระอ่วนขึ้นเรื่อยๆ ได้ดี

ผู้กำกับ ณอน เบเกอร์ ยังเก่งในการใช้สีในหนังเหมือนเดิม สีสันลูกหวานสวยๆ ถูกฉาบบนโมเตลแห่งนี้เอาไว้ เหมือนที่หนังพยายามเอาความใสซื่อ น่ารักของเด็กๆ มาเป็นแกนเรื่อง ทั้งที่จริงๆ มันเป็นหนังที่พูดเรื่องสภาพสังคม และการดิ้นรนที่ค่อนข้างหนักทีเดียว รวมถึงการกำกับภาพ ก็ออกมาตีและสวย เปิดโอกาสให้แฟนๆ ตีความได้หลากหลายจริงๆ

เสียดายที่หนังไม่ได้ทำให้ตัวละครดูลึกหรือมีมิติ ที่จะทำให้คนดูรักตัวละครได้มากกว่าการเอ็นดูวีรกรรมบ้าๆ ของเด็กๆ กลุ่มนี้ แต่สุดท้าย หนังมันตอบตัวเองทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบมาก จนไอ้ที่เสียดายรู้สึกว่าไม่จำเป็นเลย นี่คือหนังที่ใสซื่อ บริสุทธิ์ และปล่อยหมัดฮุคให้เราเห็นสภาพการดิ้นรนของตัวละครได้อย่างดี

 

ภาพจาก sfcinemacity