“Ghost House” ไม่หลอนและน่ากลัวอย่างที่คิด บทแย่ และไม่แปลกใหม่สำหรับคนไทย

สร้างกระแสไวรัลเป็นอย่างดี ในประเด็น “ฝรั่งลองของผีไทย” จนเป็นหนึ่งที่คอหนังอยากพิสูจน์ความเฮี้ยน แถมยังกล้าเข้าฉายต่อจาก “Annabelle” ที่เพิ่งฉายไปเมื่อวีคที่แล้ว
อย่างแรกรู้สึกว่า หนังโปรโมทเบอร์แรงหนักมาก ว่าเป็นความเฮี้ยนของผีไทย แต่ในเรื่องกลับเป็นเรื่องของผีสาวชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ “วาตาเบ” ซะอย่างนั้น แถมยังต้องมาเจอกับพระ หมอผีไทย อีกทั้งกิมมิค “ศาลไทย” ก็ถูกหยิบมาเล่าเพียงผิวเผิน บทหนังยิ่งอ่อนยวบ สะเปะสะปะ เต็มไปด้วยความไร้เหตุผลของเรื่องราว และตัวละคร
ตัวละครในหนังมีพิรุธอย่างโจ่งแจ้ง ไร้ชั้นเชิงในการเล่าจนเดาง่ายมาก พอถึงจุดที่หนังควรยกระดับหนังให้สนุกมากขึ้น ถึงเวลาต้องจัดหนักคนดู กลับเป็นกราฟต์เส้นตรง ค่อยๆ ดิ่งลงจนไร้ชีพจร ไม่ชวนติดตาม และทำให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครเลยแม้แต่น้อย รวมถึงความเชื่อเรื่องศาล วิญญาณ และแบ็คกราวด์ของผีก็เบาหวิว จนเหมือนผีธรรมดาๆ ทั่วไป และเอาคนดูไม่อยู่
 
ช่วงที่ชอบที่สุดกลับเป็น 15 นาทีแรก หนังมีความเป็น “สารคดีฝรั่งเที่ยวไทย” ชอบการนำเสนอกรุงเทพในมุมมองของชาวต่างชาติ มีความน่าตื่นตา แปลกใหม่ ไม่น่าไว้วางใจ ความสนุก และความดาร์คของกรุงเทพที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอเท่าไหร่นัก กับเส้นบางๆ ของการเหยียดชาวเอเชียเบาๆ ในเรื่องภาษา ความเชื่อ วัฒนธรรมบางอย่างที่ชาติตะวันตกไม่มี
 
อย่างไรก็ตาม หนังรีเสิร์ชข้อมูลมาดีพอสมควร ทั้งการรักษาโดยพระของชาวบ้าน ยันโรงพยาบาลที่ไม่สามารถวินิจฉัยอาการความเจ็บป่วยได้ และสุดท้ายที่คลาสสิคตลอดกาล ก็คือ หมอผี ตรงนี้หนังเก็บรายละเอียดดี โดยนำมานำเสนอในช่วงระยะคำสาป 3 วัน เพียงแต่ไดนามิค หรืออิมแพ็คค่อนข้างน้อย เป็นผลพวงจากบทและที่มาที่ไปค่อนข้างเบา จึงไม่น่าติดตามเท่าไหร่ ซึ่งการโปรโมทว่า นี่คือหนัง “ผีไทย” ที่ถูกสร้างโดยฝรั่ง ที่ส่วนตัวก็ยังมองว่า ยังไม่ละเอียดและครบถ้วนมากพอเท่าไหร่นัก เท่ากับคนไทยทำ เช่นกัน หากให้คนไทยไปทำหนังผีฝรั่ง ก็ต้องทำการบ้านกันหนักมาก
 
ฉากหลอกผีต่างๆ อยู่ในเลเวลธรรมดามาก และเห็นได้จากหนังผีไทยหลายๆ เรื่อง อาศัยแค่เสียงดังและการโผล่มาแบบตุ้งแช่ให้ตกใจมากกว่าน่ากลัว อาจเพราะในมุมมองฝรั่ง นี่คือเรื่องแปลกและใหม่ แต่พอคนไทยดู มันเป็นพลอตและเรื่องที่เก่ามาก แต่หนังก็โดดเด่น แม่นยำในเรื่องซาวด์ดนตรี ที่นำบทสวดพระหลอนๆ เพลงไทยโบราณ มาเล่นกับบรรยากาศได้ดีพอสมควร และการกำกับภาพ-สีที่ทำได้ค่อนข้างสวย รวมถึงโลเคชั่นที่เลือกมาได้เหมาะกับบรรยากาศความน่ากลัวแบบไทยๆ ได้พอสมควร แต่ก็เป็นแค่เครื่องเคียงแก้เบื่อ
 
อีกส่วนที่ชอบคือ หนังใช้นักแสดงโนเนม (สตูดิโอเล็กๆ คงไม่จ้างเบอร์ใหญ่อยู่แล้ว) ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนนักท่องเที่ยวจริงๆ
 
โดยรวมหนังไม่ค่อยสนุก ไม่น่าติดตาม หรือชวนเอาใจช่วยหรือลุ้นอะไรเลย คุณภาพเหมือนหนังแผ่นกลายๆ แม้งานโปรดักชั่นจะดูดีในระดับหนึ่ง น่าเสียดาย เพราะหนังมีพลอตและไอเดียที่น่าสนใจ แม้จะดูเก่าไปบ้าง แต่หากพิถีพิถันกับบท และให้น้ำหนักกับเรื่องความเชื่อ พร้อมกับบี้-บิ๊วด์คนดูให้ลุ้นกว่านี้ เราอาจได้เห็นหนังผีต้องคำสาปสไตล์ไทยหลอนๆ ในแบบที่วงการหนังเคยมี Drag Me To Hell หรือ The Ring จนเป็นที่จดจำเลยก็ได้
ขอบคุณภาพจาก Major Cineplex
Previous articleกรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัยพายุโซนร้อน “ฮาโตะ” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดสู่ทะเลจีนใต้พรุ่งนี้
Next articleนักกอล์ฟเลือดใหม่ ผงาดในโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม