ERIC CLAPTON ชายผู้ระบายความรวดร้าวบนสายกีตาร์

คอลัมน์ Music Talk by ท้องฟ้าสีเทา 

ในการจัดอันดับมือกีตาร์ผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ชื่อ เอริค แคลปตัน (Eric Clapton) มักจะอยู่ในอันดับที่ 2 เป็นรองเพียง จิมมี่ เฮนดริกซ์ (Jimmy Hendrix) เท่านั้น หรือถ้าการจัดอันดับของสำนักไหนไม่ได้อยู่ที่ 2 ก็ไม่เคยไกลเกินที่ 5

เอริค แคลปตัน เป็นมือกีตาร์ที่ประสบความสำเร็จมากอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งในแง่การยอมรับในฝีมือจากคนดนตรีด้วยกัน และการตอบรับจากคนฟัง “Clapton is God” วลีโด่งดังที่แฟนเพลงพ่นบนกำแพงในลอนดอนเมื่อยุค 1960s ยังคงติดตัวเขามาถึงทุกวันนี้

อยู่ในวงการมาตั้งแต่ยุค 1960s มีผลงานออกมาในหลายชื่อ-หลายวง,  ยอดขายอัลบั้มมากกว่า 130 ล้านก๊อปปี้, 18 รางวัลแกรมมี่อวอร์ดส, เป็นศิลปินคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการจารึกชื่อใน Rock & Roll Hall of Fame ถึง 3 ครั้ง – ครั้งหนึ่งในนามวง The Yardbirds อีกครั้งในนามวง Cream และอีกครั้งในนามศิลปินเดี่ยว Eric Clapton

…นี่คือเกียรติภูมิฉบับสรุปสั้นมาก ๆ ของเอริค แคลปตัน

และที่สำคัญเขาเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ เขาโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่รับผลประโยชน์จากผลงานของตัวเอง ต่างจากศิลปินดังหลายคนที่สร้างผลงานไว้ แล้วตัวเองก็จากไปก่อนวัยอันควร

ภาพเอริค แคลปตัน ที่เราเห็นกันในปัจจุบันเขาคือคุณลุงผู้เงียบขรึม แต่ท่าทางใจดี แบบ “สะอาด สว่าง สงบ”


 

จากที่เห็นแคลปตันในภาพลักษณ์ปัจจุบัน เราไม่รู้เลยว่าชีวิตเขาผ่านความเจ็บปวดรวดร้าว และใช้ชีวิตหนัก ๆ มามากแค่ไหน จนกระทั่งได้ดูหนังสารคดีเรื่อง Eric Clapton: Life in 12 Bars ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตำนานกีตาร์ผู้นี้ตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงต้นยุค 1990s ที่เขาพบทางสว่าง จึงได้รู้จักเขามากขึ้น

(เนื้อหาบทความต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาหนัง แต่คงไม่มีผลต่อความรู้สึกสำหรับคนที่จะดูหนังเรื่องนี้ เพราะบรรดาแฟน ๆ ที่รู้เรื่องราวอยู่แล้วก็ไปดูและน้ำตาซึมออกจากโรงหนัง)

British guitarist Eric Clapton performing on stage during his US tour, July 1975. (Photo by Michael Putland/Getty Images)

ชีวิตวัยหนุ่มสุดดาร์ก พัวพันยาเสพติด เมามายขึ้นเวทีแบบไม่มีความรับผิดชอบ คิดจะหยุดการแสดงเมื่อไหร่ก็หยุด ด่าแฟนเพลงออกไมค์ 

นั่นคือแคลปตันในยุคมืดที่เป็นด้านตรงข้ามกับปัจจุบัน

เอริค แคลปตัน เป็นพวกอินโทรเวิร์ต เก็บตัว โลกส่วนตัวสูง ซึ่งหลายคนบอกว่ายากจะเข้าถึง แต่ขณะเดียวกัน คนที่เข้าถึงก็ยกย่องว่าเขาเป็นคนที่ดีมากที่สุดที่ชีวิตเคยพบเจอ

สาเหตุที่ทำให้เอริคเป็นคนเก็บตัวจนเกือบมีปัญหาการเข้าสังคมก็คือปมชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก

จากที่มีชีวิตวัยเด็กอันแสนสุข เป็นเด็กร่าเริงสดใสตามวัย อยู่มาวันหนึ่ง ในวัยประมาณ 9 ขวบ เขาได้รู้ความจริงว่า พ่อและแม่ที่เลี้ยงดูเขามาอย่างดีแบบที่เขาไม่รู้สึกว่าขาดอะไร ความจริงแล้วเป็นตากับยาย ส่วนคนที่เขาเคยเรียกว่าพี่สาวนั้นเป็นแม่ตัวจริง เธอมีลูกตอนวัยรุ่น และทิ้งเขาไว้ให้แม่เลี้ยงดู

เป็นความจริงที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เด็กน้อยหัวใจบอบช้ำค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา ตอนวันเกิดอายุ 13 ปีเขาได้กีตาร์เป็นของขวัญวันเกิด แต่กว่าจะเริ่มหัดเล่นจริงจังก็ตอนอายุ 15 ช่วงวัยนั้นเองเขาได้เจอแม่ตัวจริง ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดมากไปอีก เพราะเขาโดนแม่ปฏิเสธความเป็นแม่ และปฏิเสธการมีตัวตนอยู่ของเขา

“ไม่ล่ะ เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วนี่” เธอตอบ หลังจากเอริคถามว่า “แม่เป็นแม่ แล้วแม่จะทำหน้าที่แม่ของผมมั้ย” และเมื่อน้องชายต่างพ่อถามว่า “เขาเป็นพี่ชายผมหรอ” เธอก็ตอบอีกว่า “ไม่ใช่” 

(ฮือ… เราเป็นคนดู รับความรู้สึกจากคำบอกเล่าผ่านจอมาอีกทีก็ยังสะเทือนใจหนักขนาดนี้ แล้วเจ้าตัวจะเจ็บปวดแค่ไหน)

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่แค่ทำให้เขาเป็นคนเก็บตัว แต่ยังหล่อหลอมตัวตนของเขา มีผลต่อทัศนคติ วิธีการใช้ชีวิต วิธีการดีลกับปัญหาที่พบเจอ

ด้วยฝีมือกีตาร์ระดับเทพประทานของเขา เอริคโด่งดัง ได้รับความนิยม ได้รับการยอมรับตั้งแต่อายุยังน้อย แต่วงดนตรีของเขาก็มักจะอยู่กันได้ไม่ยืดนัก เขาจึงต้องหาเพื่อนร่วมวงใหม่อยู่บ่อย ๆ

ในวัยหนุ่ม มีชื่อเสียงโด่งดัง เอริคไม่ได้ใช้ชีวิตแบบร็อกสตาร์ที่ครบสูตร sex, drugs, rock ’n’ roll ที่ขาดไปคือเรื่องผู้หญิง ถึงแม้อยู่ในจุดที่มีคนเข้าหามากมาย ดัง หล่อ เทพเลือกได้ แต่เขาไม่ได้เล่นกับผู้หญิงไปทั่ว เขามีแฟนที่คบกันจริงจังเป็นนางแบบชาวฝรั่งเศส จนกระทั่งเขาตกหลุมรักผู้หญิงอีกคนและเลิกรากับแฟนสาว

เขามีความรักมั่นคงมาก ๆ กับหญิงสาวคนใหม่ที่เขาหลงรัก นั่นก็คือ แพตตี้ บอยด์ แต่โชคร้ายที่ความรักนั้นเกิดขึ้นผิดเวลา เธอปฏิเสธ ทำให้เขาหมดอาลัยตายอยากอยู่หลายปี ใช้ชีวิตเละเทะกับยาเสพติด แต่สิ่งที่เขาไม่เคยทิ้งเลยก็คือการเล่นกีตาร์ และไม่เคยเปลี่ยนใจจากสาวคนนี้

แพตตี้ บอยด์ – เอริค แคลปตัน

เขาระบายความรู้สึกความเศร้าความทุข์ตรมในช่วงนั้นออกมาเป็นเพลง ทำให้เกิดบทเพลงชั้นเยี่ยมหลายเพลงที่เป็นสุดยอดเพลงฮิตตลอดกาลของเขามาจนถึงตอนนี้

เขาเคยเกือบตายเพราะติดเหล้าเรื้อรังนานหลายปี ต้องเข้ารักษาตัวและบำบัดอย่างจริงจัง จึงรอดมาได้

ผู้ที่นำแสงสว่างมาสู่ชีวิตเขาคือ คอเนอร์-ลูกชายคนแรกของเขา แม้ว่าพัวพันกันได้ไม่นาน เขาก็มีความคิดจะเลิกกับผู้หญิงที่เป็นแม่ของลูก แต่ด้วยปมเรื่องแม่ที่เขาเผชิญในวัยเด็ก ทำให้เขาเปลี่ยนใจเมื่อรู้ว่ากำลังมีลูก เขาตั้งใจทำหน้าที่พ่อที่ดี เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น แต่อยู่มาวันหนึ่งลูกชายวัย 4 ขวบก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ความมืดหม่นจึงมาเยือนชีวิตเขาอีกครั้ง และบันดาลให้เกิดเพลง “Tears in Heaven” ขึ้นมา

“หลายคนระบายออกด้วยการเตะฟุตบอล แต่ผมระบายด้วยการเล่นกีตาร์อย่างเกรี้ยวกราด” ตำนานมือกีตาร์ที่ยังมีลมหายใจเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในวัยหนุ่ม

นี่คือสิ่งที่ได้เห็นจากหนังเรื่อง Eric Clapton: Life in 12 Bars และยังมีอีกเยอะที่ไม่ได้เขียนถึง ซึ่งระหว่างที่ดูไปก็คิดไปว่าโชคดีนะลุงที่รอดชีวิตมาได้

นอกเหนือจากความรักในการเล่นกีตาร์ อีกส่วนสำคัญก็คงเป็นเพราะชีวิตของเขาเจอเรื่องเศร้าครั้งแล้วครั้งเล่า แบบชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร เราจึงได้เห็นเขาถ่ายทอดความเศร้าตรมในชีวิตออกมาเป็นเพลงชั้นเยี่ยมเพลงแล้วเพลงเล่า อย่างเช่น “Bell Bottom Blues” “Layla” และ “Tears in Heaven” ที่จะอยู่คู่กับชื่อตำนาน เอริค แคลปตัน ไปตลอดกาล