Foo Fighters Live in Bangkok – The Best of You, The Best of Me

Music Talk by ท้องฟ้าสีเทา

“20 Fucking Years!!. We have a lot of songs, we gonna play for you tonight. Are you ready ?”

ประโยคทักทายแบบแหกปากเสียงดังจากเดฟ โกรห์ล (Dave Grohl) ฟรอนต์แมนที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ผู้เป็นหัวใจของวงร็อก ฟู ไฟเตอร์ส (Foo Fighters) ทันทีที่พวกเขาทั้ง 6 คนปรากฏตัวบนเวทีในเวลาราว 21.37 น. เปิดโชว์คอนเสิร์ต Foo Fighters Live in Bangkok 2017 แบบเซอร์ไพรส์ด้วยเพลง Everlong ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็นเพลงปิดท้ายโชว์

Everlong ผ่านไปอย่างเมามัน ก็ต่อด้วย Monkey Wrench ตามด้วย Learn to fly แล้วก็ Something From Nothing และ The Pretender ทั้งเพลงเก่าเพลงใหม่ที่กระหน่ำมาเป็นซีรี่ส์ ชวนทึ่งในพลังการแหกปากของเดฟ โกรห์ล มาก ๆ

จบเซ็ต 5 เพลงแรกแล้วพวกเขาจึงพักพูดคุยกับแฟน ๆ

“It’s nice to be back”

ประโยคเกริ่นของเดฟ โกรห์ล ประโยคเดียวที่ศิลปิน-นักร้องคนไหนมาแสดงคอนเสิร์ตที่ไทยก็พูดทำนองนี้คล้าย ๆ กัน แต่พอมันออกมาจากปากผู้ชายชื่อ เดฟ โกรห์ล กลับทำให้รู้สึกว่ามันจริงใจ ทำให้น้ำตาซึม เพราะคนอย่างป๋าเดฟ ถ้าใครตามข่าวคราว สนใจเรื่องราวของเขา ก็จะรู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ฝืนตัวเองพูดจาเอาใจใคร และเขาไม่มีความจำเป็นต้องมาหยอดคำหวานสักนิด เพราะคนดูพร้อมใจจะคุกเข่าก้มหัวคารวะอยู่แล้ว


แล้วป๋าเดฟแกก็ถามหาแฟนเพลงเก่า ๆ ว่า “ใครอยู่ในคอนเสิร์ตเมื่อ 21 ปีที่แล้วบ้าง” หลายคนก็ยกมือแสดงตัว เป็นโมเมนต์ที่ซึ้งที่สุดในคอนเสิร์ต แต่ก็เป็นความซึ้งกันแบบร็อก ๆ แมน ๆ ด้วยการหยอกล้อกวนตีนแต่น่ารักสไตล์ป๋า ๆ ว่า “ใครที่อยู่ในคอนเสิร์ต 21 ปีที่แล้วแม่งโคตรแก่เลย แต่พวกเราก็แก่เหมือนกัน” …ไอ้เราซึ่งสมัยนั้นยังเป็นเด็กก็ยิ้มตามในความน่ารักที่ร็อกสตาร์ระดับโลกหยอกล้อเพื่อนเก่าอย่างเป็นกันเอง

จากนั้นป๋าแกก็เอ่ยถึงความหลังเมื่อครั้งมาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพครั้งแรก “ครั้งที่แล้วเรามีเพลงมาแค่ไม่กี่เพลง แต่คราวนี้พวกเรามีเพลงมากถึง 150 เพลง อยากให้เราเล่นทั้งหมดคืนนี้เลยมั้ย เล่นกันไปจน 7 โมงเช้า แต่ถ้าเล่นทั้งหมด เราจะไม่กลับมาอีกแล้วนะ เอาไง ให้เล่นหมดเลยมั้ย” ซึ่งแฟน ๆ ก็ตอบว่าให้เล่นหมดเลย แล้วเสียงหัวเราะฮ่า ๆ ๆ ก็ดังไปทั่ว เรียกว่ารับ-ส่งกวนบาทากันได้ดี

หลังจากพูดคุยกันไปยกใหญ่ เดฟก็นำเข้าสู่เพลงต่อไปด้วยการบอกว่าจะเล่นเพลงที่เคยเล่นที่กรุงเทพเมื่อปี 1996 นั่นก็คือ Big Me เพลงใส ๆ จังหวะกลาง ๆ จากอัลบั้มแรกของวง ที่นำมาเล่นในจังหวะช้าลง เป็นเพลงช้าไม่กี่เพลงในโชว์ คนดูก็ช่วยกันร้องเสียงดัง

พักเหนื่อยกับเพลงช้าไปแล้ว ก็กลับเข้าสู่ความมันในเพลง Run เพลงใหม่จากอัลบั้มที่กำลังจะออกวางขายกลางเดือนหน้านี้ เป็นเพลงที่สร้างมาเพื่อแสดงสดอย่างแท้จริง ตามด้วย This is a Call และ Cold Day in The Sun ซึ่งเพลงนี้เดฟผลัดไมค์ให้ เทย์เลอร์ ฮอว์กินส์ (Taylor Hawkins) มือกลองของวงร้องเพลงประจำตัวของเขา ป๋าเดฟก็ยืนดีดกีตาร์พักเหนื่อยหลังจากที่ใช้พลังไปเยอะ

ต่อด้วย Congregation ตามด้วย Walk และ Rope แล้วก็ถึง My Hero เพลงที่ทุกคนรอคอย พอเสียงกลอง “ตึ๊ก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก” อันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นมาก็ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น พอถึงท่อนฮุก “There goes my hero, watch him as he goes” ที่ทุกคนเปล่งเสียงประสานกัน และฮีโร่คนนั้นก็กำลังเคลื่อนไหวตัวเป็น ๆ อยู่ต่อหน้าเรา น้ำตามันซึมออกมาเลย เป็นโมเมนต์ที่ดีมากจนไม่รู้จะอธิบายยังไง

ซาบซึ้งตามตาปริ่มกันไปแล้วในเพลงชาติของบรรดาสาวก The Foo ก็มันกันต่อเนื่องด้วย These Day ตามด้วย Skin and Bones แล้วก็ All My Life และ Times Like These และอีกหนึ่งเพลงที่ต้องนับเป็นไฮไลต์ก็คือ Generator เพลงจากอัลบั้ม There Is Nothing Left to Lose ที่วงไม่ค่อยได้หยิบมาเล่น

จบช่วงนั้นแม้ว่าจะยังสนุกไม่ต้องการให้คอนเสิร์ตจบ ดีใจที่ได้ดูยาว ๆ แต่เราก็แอบเห็นใจวงเหมือนกันที่ใช้พลังงานสูงขนาดนี้เพื่อพวกเรา แต่ในเมื่อพวกเขายังไหว ก็ถือเป็นโชคดีของคนดู

ประทับใจกันต่อด้วย Wheels และ I’ll Stick Around แล้วเดฟก็ส่งหน้าการร้องที่ให้เทย์เลอร์อีกทีในเพลง Sunday Rain ซึ่งน้ำเสียงแหบพร่าของเทย์เลอร์ที่ร้องเมดี้ได้เพราะดี ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่คนดูชอบและไม่รู้สึกว่ามาขัดความสนุกแต่อย่างใด

จากนั้นเดฟก็รับหน้าที่ร้องนำกลับคืนแล้วพูดคุยบอกคนดูว่าจะไม่เดินกลับไปกลับมานะ (ไม่มีอังกอร์) เป็นการบอกว่าเข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว แล้วก็พาพวกเราเดือดกันต่อในเพลง Break Out ที่ป๋าแกเก็บออมเสียงหยุดร้องในบางท่อนมาเอาไว้แหกปาก “Break Out…” ในท่อนท้าย ๆ ต่อด้วย The Sky is a Neighborhood เพลงใหม่ที่เพิ่งปล่อยเอ็มวีออกมาคืนก่อนหน้าคอนเสิร์ต

แล้วก็มาถึงช่วงสุดท้ายจริง ๆ เดฟพูดคุยกล่าวคำอำลา

“เราจะรอ 20 ปี แล้วจะกลับอีกครั้ง ตอนนั้นเราก็อายุเกือบ 70 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมจะยังร้องเพลงอยู่ไหม แต่ผมยังอยากร้องเพลงในตอนนี้ และอยากร้องกับพวกคุณด้วย” (ว้ายยย… เขิน หวานก็เป็น)

“ขอบคุณทุกคนที่มาคืนนี้ ขอบคุณเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ดีใจที่ได้เจอพวกนายอีกครั้ง และขอบคุณเพื่อนใหม่ของเราทุกคนที่มา เรามาร้องเพลงนี้ด้วยกัน”

แล้วเพลง Best of You ก็ดังขึ้น คนดูร้องประสานอย่างทรงพลัง ยิ่งท่อน “Oh… Oh… Oh…” นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเปล่งเสียงบูชาพระเจ้า

ในความคิดเรา Best of You เป็นเพลงที่เหมาะแก่การเป็นเพลงปิดท้ายมาก ๆ และชอบมากที่วงเล่นเพลงนี้เป็นเพลงสุดท้าย เพราะว่าเพลงมันเปิดโอกาสให้เรายื้อพวกเขาได้นาน ตรงที่ท่อน “Oh…Oh…Oh…” ถ้าคนดูร้องท่อนนี้ไปเรื่อย ๆ พวกเขาก็จะไม่ทิ้งพวกเราไปจนกว่าเสียงร้องของพวกเราจะเบาลง หรือถ้ามันนานจนเกินไปแล้ว เดฟก็อาจจะเบรกเราด้วยบทสนทนาที่น่าประทับใจก่อนจากลา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ได้ฟังผู้ชายที่โคตรจริงใจคนนี้พูดอะไรออกมาแต่ละประโยค

เพลงของ Foo Fighters ไม่ได้หวือหวาชวนอ้าปากค้าง แต่พวกเขาก็ทำให้เราทึ่งด้วยพลังงานอันล้นเหลือของคนวัย 50 และสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบคือซาวนด์ในแต่ละชุดของ Foo Fighters ไม่ได้หนีกันนัก พวกเขายึดมั่นในร็อกแบบร๊อกร็อก แม้จะมีสำเนียงอื่น ๆ เข้ามาก็เป็นการนำมาผสมอย่างลงตัว ไม่ได้ใส่มาจนทำให้แนวทางเปลี่ยนไป ฉะนั้นจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าอันนี้เพลงยุคเก่าอันนี้เพลงยุคใหม่ จึงทำให้การจัดเรียงเพลงในคอนเสิร์ตทำได้สมูท ไม่ว่าจะสับเปลี่ยนเอาเพลงนั้นต่อเพลงนี้ก็ทำได้แบบไม่ติดขัด เราจึงได้เห็นเซ็ตลิสต์ของ Foo Fighters ดิ้นได้อยู่เสมอ ๆ ในแต่ละโชว์แต่ละประเทศไม่ค่อยซ้ำแบบเรียงตามเดิมเป๊ะ ๆ

เรื่องเซ็ตลิสต์นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่า ประโยค “It’s nice to be back” โคตรจะออกมาจากใจจริง เพราะถ้าไปย้อนดูเซ็ตลิสต์ที่ประเทศอื่น ๆ ก่อนหน้า และที่เกิดขึ้นหลังเราคือที่สิงคโปร์ จะเห็นว่าเซ็ตลิสต์ที่ไทยแตกต่างจากที่อื่นมาก ๆ ไม่มีที่ไหนเลยที่ได้ดู Everlong เปิดโชว์ และมี Best of You ปิดท้าย และไม่มีที่ไหนในเอเชียที่ได้ดูมากถึง 24 เพลงเหมือนบ้านเรา (ณ จุดนี้ให้สิงคโปร์และญี่ปุ่นอิจฉาเราบ้าง เพราะเราอิจฉาเขามาเยอะแล้ว)

โปรดักชั่นของคอนเสิร์ตนี้เฉย ๆ ธรรมดา แต่โดยส่วนตัวเราชอบแบบนี้นะ ร็อกแท้ ๆ โชว์ดนตรีโชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ ไม่ต้องประดิดประดอยอลังการ ไม่ต้องมีอะไรมาช่วยดึงดูดความสนใจ วัดกันไปเลยว่าเฉพาะตัววงเอาคนดูอยู่ไหม ซึ่งระดับ Foo Fighters นี่เราไม่ต้องลุ้นหรอกว่าเขาจะเอาคนดูอยู่ไหม จะเอาไปทั้งลมหายใจเลยก็ยังได้ ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนกันไหม… หัวใจเราเต้นจนแทบจะทะลุหน้าอกออกมาในหลายจังหวะ และบางจังหวะก็เหมือนมันจะหยุดเต้นไปเลย

เดฟ โกรห์ล เป็นฟรอนต์แมนที่เท่และแข็งแกร่งมาก ๆ เขามีความสามารถ มีพลัง เสน่ห์ มีความเท่ มีบารมี มีทุกอย่างที่เราต้องก้มหัวให้ในแบบที่เขาเป็นเขา เขาทำให้บรรยากาศในโชว์เป็นไปในแบบที่เขาเป็น เขาไม่ต้องเอนเตอร์เทน เขาไม่ต้องเอาอกเอาใจเรา แต่เราก็มีความสุขที่เห็นเขาอยู่ตรงหน้า เขาไม่ต้องบอกว่า “ผมรักคุณ” “ส่งเสียงหน่อย” ไม่ต้องขอให้ช่วยร้อง ไม่ต้องขอให้ยกมือ ไม่ต้องบอกให้กระโดด ไม่ต้องขออะไรเลย แต่คนดูทำทุกอย่างด้วยใจที่พวกเราให้เขาไปแล้วตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมา ทำให้บรรยากาศในคอนเสิร์ตมันเรียลมาก

คอนเสิร์ตนี้ยังมีหลายอย่างที่ผู้จัด แจ่มดี และ มิราเคิล แมเนจเม้นท์ ต้องปรับปรุงแก้ไข (มีคนดูบ่นไปเยอะแล้ว) แต่ความบกพร่องทุกอย่างมันก็ถูกชดเชยด้วยความสุขที่เราได้รับจากการแสดงของ Foo Fighters ในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่ทำให้คืนวันที่ 24 สิงหาคม 2017 เป็นค่ำคืนแสนพิเศษที่อยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คนไปอีกนาน หรืออาจจะตลอดชีวิต ก็คงไม่ใชคำที่เกินไป

ถ้าจะหาคำจำกัดความสั้น ๆ ที่บรรยายความดีงามของคอนเสิร์ตนี้แบบสั้น ๆ เราไม่มีถ้อยคำอื่นนอกจาก The best of you, The best of me too 😀