เลียม กัลลาเกอร์ ต้องรับผล (กรรม) อย่างไรเมื่อไม่มี Oasis

คอลัมน์ Music Talk โดย ท้องฟ้าสีเทา

คอลัมน์ Music Talk ฉบับนี้พูดตรง ๆ ง่าย ๆ เลย คือ อยากจะชวนคุณผู้อ่านไปดูหนัง Liam Gallagher : As It Was หนังสารคดีชีวิตของเลียม กัลลาเกอร์ (Liam Gallagher) ร็อกสตาร์ฝีปากกล้าแห่งวง Oasis ที่กำกับโดย ชาร์ลี ไลเทนนิ่ง (Charlie Lightening) และ กาวิน ฟิตซ์เจอรัลด์ (Gavin Fitzgerald) ซึ่งกำลังฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ขณะนี้

Oasis เป็นร็อกสตาร์จากอังกฤษที่โด่งดังแห่งยุค 1990s ถึงแม้ว่านับถึงปัจจุบันพวกเขาจะยุบวงแยกย้ายกันไป 10 ปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังครองพื้นที่สื่อได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยิ่งกว่าวงที่ยังแอ็กทีฟอยู่ซะอีก เรียกว่าเป็นวงที่สื่อดนตรีรักที่จะเขียนข่าวถึงมาก ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นข่าวอะไรเกี่ยวกับพวกเขาก็ “ขายได้” และ “ขายดี” โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า Oasis จะรียูเนี่ยน แม้โอกาสจะเกิดขึ้นจริงยาก แต่ทุกครั้งที่มีข่าวก็จะเป็นเรื่องฮือฮาเสมอ เพราะมีแฟน ๆ ทั่วโลกหวังให้ข่าวลือกลายเป็นความจริง

คนที่เป็นแฟน Oasis หรือสนใจเรื่องราวของวงดนตรี อาจจะเคยดูหนังสารคดีเรื่อง Oasis : Supersonic ที่กำกับโดย แม็ต ไวต์ครอสส์ (Mat Whitecross) เมื่อปี 2016 ที่บอกเล่าเรื่องราวการเกิดและการแตกหักที่นำไปสู่จุดจบของวง Oasis ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้วงไปถึงจุดแตกหักก็คือ นักร้องนำตัวปัญหา เลียม กัลลาเกอร์ นี่เอง

(อย่างที่หลายคนรู้อยู่แล้ว) หลังจากที่ Oasis มีปัญหากันมานาน (ซึ่งจริง ๆ คนที่มีปัญหากันก็คือ สองพี่น้องนี่แหละ) จนถึงจุดหนึ่ง โนล กัลลาเกอร์ พี่ชายผู้เป็นกระดูกสันหลังของวงก็ทนไม่ไหว แล้วออกจากวงไป ทำให้ Oasis ต้องถึงจุดจบไปโดยปริยาย

จากนั้นโนลทำผลงานเดี่ยวของตัวเอง ในชื่อ Noel Gallagher’s High Flying Birds ส่วนเลียมก็ตั้งวงใหม่ชื่อวง Beady Eye มีผลงานออกมา 2 อัลบั้ม แต่วงใหม่ก็ถึงจุดจบอีกในปี 2014 เลียมใช้ชีวิตเคว้งคว้างอยู่นานก่อนจะเอาตัวเองออกจากช่วงเวลาที่เลวร้าย แล้วทำผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยว โดยออกอัลบั้มแรกเมื่อปี 2017 และเพิ่งมีอัลบั้มที่ 2 ชื่อ Why Me ? Why Not ออกมาในปีนี้ ซึ่งเขาวางแผนเลือกจังหวะเวลาปีเดียวกันนี้ปล่อยภาพยนตร์ชีวิตของตัวเองออกมาเสริมกระแสการกลับมาทวงบัลลังก์ร็อกสตาร์ฝั่งอังกฤษ

จุดเริ่มของโปรเจ็กต์ภาพยนตร์สารคดี As It Was มาจากการที่เมื่อหลายปีก่อน เลียมอนุญาตให้สองผู้กำกับ ชาร์ลี ไลเทนนิ่ง และ กาวิน ฟิตซ์เจอรัลด์ เข้าไปบันทึกทุกอย่างในชีวิตของเขา นับตั้งแต่การล่มสลายของวง Oasis ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องการงาน ถ่ายทอดตัวตนทุกอย่างของเขา ทั้งในฐานะศิลปินผู้โด่งดังและในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ทุ่มเททุกอย่างให้กับการเดินทางในเส้นทางของศิลปินเดี่ยว

ถ้าเรื่องราวในภาพรวมของวง หลาย ๆ ปัญหามาจากเลียม เราคิดว่า หนังสารคดี Liam Gallagher : As It Was ที่ติดตามเรื่องราวชีวิตของเลียม นับตั้งแต่จุดสูงสุดของวงในอัลบั้ม (What’s the Story) Morning Glory ? มาถึงยุคที่เป็น Beady Eye จนมาถึงปัจจุบัน ก็น่าจะเหมือนเป็นภาคต่อของ Oasis : Supersonic ที่ทำให้เราได้เห็นว่า หลังจากสร้างปัญหาแล้ว เลียมได้รับผลจากการกระทำของตัวเองยังบ้าง

ในคอนเทนต์โปรโมตจากบริษัทผู้สร้างหนัง Liam Gallagher : As It Was บอกว่า “หนังเรื่องนี้จะเผยให้เห็นถึงอีกด้านหนึ่งของเลียม กัลลาเกอร์ ร็อกสตาร์ระดับไอคอน ที่แตกต่างจากที่แทบลอยด์ของอังกฤษเคยเปิดเผยมา” ขณะที่ผู้กำกับ กาวิน ฟิตซ์เจอรัลด์ พูดถึงเลียมว่า “แรกเริ่ม ผมประหลาดใจนะที่เขาเป็นคนดี …เขาเป็นคนขี้เล่น ตลก และขี้โอ่ และเขาดูผ่อนคลายมาก ๆ ด้วย”

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ก็คือ เป็นเรื่องราวของบุคคลที่อยู่ในความสนใจของผู้คนเสมอมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้ว และเมื่อมันถูกนำมาเล่าอย่างจริงจังด้วยความพอใจนำเสนอของเจ้าตัว มันก็จะทำให้คนดูรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้นแน่ ๆ

คำเตือนมีอยู่ว่า สิ่งที่คนดูคงต้องเผื่อใจไว้ (ณ ตอนที่คนเขียนก็ยังไม่ได้ดู) คือ เราไม่แน่ใจว่าหนังจะเล่าด้วยน้ำเสียงที่เข้าข้างเลียมมากไปหรือเปล่า เพราะชาร์ลี ไลเทนนิ่ง นอกจากจะเป็นผู้กำกับของเรื่องแล้ว เขายังเป็นเพื่อนของเลียมด้วย

ยังไงก็เถอะ นี่ก็เป็นหนังสารคดีที่แฟน ๆ Oasis จะพลาดไม่ได้อยู่แล้ว รวมถึงคนที่สนใจเรื่องราวชีวประวัติคนดัง ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน เพราะนี่คือหนึ่งในคนดังที่สุดของยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวชีวิตของเขานั้นสนุกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขนาดเป็นข่าวที่เราอ่านกันแค่ text ก็ยังสนุกเลย แล้วในหนังสารคดี คือ ภาพเคลื่อนไหว ได้ยินน้ำเสียง ได้ยินคำสบถ ได้เห็นสีหน้าอารมณ์ ได้เห็นสถานที่สำคัญในแต่ละเหตุการณ์ ยิ่งจะทำให้เรารู้จักและเข้าใจเขามากขึ้น และจะได้เห็นว่า นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ข่าวของ Oasis ยังมีเสน่ห์อยู่เสมอ