จัดพอร์ตหุ้น กำหนดกลยุทธ์ พิชิตความไม่แน่นอนทางการเมือง

กำหนดกลยุทธ์ พอร์ตหุ้น ผลกระทบทางการเมือง
คอลัมน์ : เติมความคิด พิชิตการลงทุน
ผู้เขียน : เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

สวัสดีครับท่านนักลงทุน ความผันผวนยังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ด้วยอิทธิพลปัจจัยด้านการเมืองในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน

โดยดัชนีปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำบริเวณ 1,462 จุด ขึ้นไปทำจุดสูงบริเวณ 1,520 จุด หลังการโหวตตำแหน่งประธานสภา และรองประธานสภา มีความราบรื่น และคะแนนโหวตแสดงถึงความแน่นแฟ้นและกลมเกลียว ของว่าที่ฝ่ายร่วมรัฐบาลชุดใหม่ทั้ง 8 พรรค ที่เสียงไปในทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่รออยู่คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งล่าสุดกำหนดไว้ในวันที่ 13 ก.ค. สร้างความกังวลถึงความไม่แน่นอนให้กับตลาดอีกครั้ง ทำให้เกิดแรงขายทำกำไร และดัชนีเริ่มปรับตัวลง

ทั้งนี้ ในมุมมองของเรา InnovestX ด้านการวิเคราะห์ทางการเมืองนั้น ทำได้ยาก และไม่อาจทราบได้ว่าผลการโหวตจะออกมาแบบไหน หรือก่อนโหวตอาจมีตัวแปรเพิ่มเข้ามา ทำให้ผลโหวตเปลี่ยนแปลง หรือหากโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน ครั้งต่อไปจะออกมาในรูปแบบไหน มีการเปลี่ยนขั้วหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือความไม่แน่นอน

ดังนั้น สมมติฐานในครั้งนี้ ผมจะตัดความไม่แน่นอนทางการเมืองออกไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยาก แต่เป็นปัจจัยระยะสั้น และหันมามองปัจจัยพื้นฐานของตลาดแทน มากำหนดเป็นกลยุทธ์ และจัดพอร์ตหุ้น ซึ่งเชื่อว่าในระยะกลางถึงยาวแล้วจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ ในช่วงที่ปัจจัยด้านการเมืองเต็มไปด้วยความกังวล และความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้

โดยส่วนแรก มาดูปัจจัยพื้นฐานว่าจุดน่าสนใจของ SET อยู่ตรงไหน ซึ่งหากอิงระดับ forward P/E ที่ระดับ -1SD จะได้ P/E ของ SET อยู่ที่ 14.4 เท่า และไปเทียบกับกำไรตลาดในปีหน้าที่ระดับประมาณ 102 บาทต่อหุ้น จะได้มูลค่าทางพื้นฐานของ SET ที่ระดับ 1,450-1,460 จุด

ซึ่งมองเป็นระดับที่น่าสนใจ หรือ SET เริ่มถูก จึงมองเป็นแนวรับทางปัจจัยพื้นฐาน นำมาซึ่งคำตอบทางด้านการวางกลยุทธ์ว่า ในปัจจุบัน SET ยังเผชิญปัจจัยกดดันด้านการเมือง ซึ่งยังไม่มีความแน่นอน กดดันดัชนีให้ปรับตัวลง

อย่างไรก็ตาม SET บริเวณ 1,450-1,460 จุด มีมูลค่าน่าสนใจทางด้านปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น ให้ใช้เป็นจุดเข้าซื้อสะสม

คำถามถัดไปคือ ควรเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มไหน ซึ่งจะเป็นส่วนที่สอง ในเรื่องการจัดพอร์ตหุ้น ซึ่งผมขอแนะนำหุ้นแนะนำประจำไตรมาส 3 ของ InnovestX ซึ่งจากการวิเคราะห์ มีคุณสมบัติของหุ้น 4 ประการที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดใน 3Q23 โดยมองหาหุ้นที่มี 1) ฐานะการเงินที่ดี ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง และความท้าทายเชิงมหภาคในวงกว้าง 2) ดึงดูดอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง

3) กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวใน 2H23 ด้วยแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์และแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง โดยมีสัญญาณว่ากำไรทำจุดต่ำสุดไปแล้วใน 1H23 และ 4) ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลผสมชุดใหม่ค่อนข้างจำกัด

หุ้นเด่นใน 3Q23 ที่แนะนำ 5 ตัว ได้แก่ BBL ด้วยปัจจัยหนุนกำไรเติบโตแข็งแกร่ง และ NIM จะขยายตัวมากที่สุด, BDMS ด้วยปัจจัยหนุนกำไรมีความชัดเจนสูง, เปิดประเทศ และไฮซีซั่น, BEM ปัจจัยหนุนกำไรฟื้นตัว, HMPRO ปัจจัยหนุนกำไรฟื้นตัว และอานิสงส์การบริโภคในประเทศ

และ 5) OSP ปัจจัยหนุนแรงกดดันด้านต้นทุนลดลง และอุปสงค์ฟื้นตัว

ส่วนสุดท้ายนี้เรา InnovestX ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนสำหรับ 1.หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่ม PTT ออกไปก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงหรือความไม่ชัดเจนของโครงสร้างราคาพลังงาน จากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

และ 2.หุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (GLOBAL) กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG มีต้นทุนน้ำตาลสูง) กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (CKP) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF GFPTหุ้น


แล้วพบกันใหม่ ในคอลัมน์ฉบับหน้า ด้วยรัก และหวังดี